การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นส่วนเอวโดยวิธีผ่านกล้อง

การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นส่วนเอวโดยวิธีผ่านกล้อง
(Microendoscopic Discectomy)

ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด
หน่วยโรคกระดูกสันหลัง

Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอวเป็นภาวะที่พบได้บ่อย  โดยมากมักเกิดในคนอายุวัยทำงาน คือ 20 ถึง 40 ปี (เป็นได้ทั้งชายและหญิง) เส้นประสาทที่จะถูกกดทับมักจะเป็นเส้น L5 (lumbar 5) หรือ S1 (sacrum 1) ผู้ป่วยมักให้ประวัติว่ายกของหนัก, ผลักหรือดึงในท่าก้ม เช่น เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ , ยกกระถางต้นไม้ , ยกของลงจากหลังรถ  แล้วเกิดอาการปวดหลังบริเวณเอวอย่างเฉียบพลัน  พร้อมกับอาการร้าวไปขา  ข้างใดข้างหนึ่งเลยเข่าลงไปถึงน่องหรือเท้า  อาการปวดอาจจะรุนแรงมากจนไม่สามารถขยับตัวเดินได้เป็นปกติ  ในบางรายจะมีอาการชาและหรืออ่อนแรงของเท้าของขาข้างที่ปวด   ลักษณะอาการเฉียบพลันดังกล่าวนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากนอนพัก 2-3 วัน ร่วมกับการรักษาโดยใช้ยาแก้ปวด  ยาลดการอักเสบ (NSAID) ยาบำรุงประสาท  ตามสถิติแล้ว ผู้ป่วยภาวะนี้ส่วนใหญ่จะดีขึ้นภายใน 4-6 อาทิตย์ และสามารถกลับไปดำรงชีวิตตามปกติได้โดยที่ต้องระวังรักษาตัวเกี่ยวกับท่าทาง  การทำงาน การยกของ  ประกอบกับการออกกำลังกายที่ถูกต้อง  ส่วนน้อย (ประมาณ 10%) ของผู้ป่วยจะมีอาการไม่ดีขึ้นทั้งในแง่ของอาการปวด , ชา  หรืออ่อนแรง ในบางรายกลับเป็นมากขึ้น  ในกรณีนี้แพทย์อาจแนะนำการรักษาโดยการทำผ่าตัด  เอาหมอนรองกระดูกในส่วนใหญ่ที่กดทับเส้นประสาท (มิได้เอาหมอนรองกระดูกออกทั้งหมด)  ออกด้วยวิธีการที่เรียกว่า  Discectomy
            การผ่าตัดนี้ได้เป็นวิธีมาตรฐานที่มีการทำกันมาช้านานหลายสิบปี  ให้ผลในการรักษาเป็นที่น่าพอใจในผู้ป่วยส่วนมากที่รักษาทางยาและกายภาพบำบัดแล้วไม่ดีขึ้น  เทคนิคในการทำผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกส่วนเอวออกนี้มีหลายวิธี จากวิธีดั้งเดิม  (ซึ่งก็ยังถือเป็นวิธีการมาตรฐานอยู่ในขณะนี้)  คือ การผ่าตัดแบบเปิดแผลที่กลางหลังขนาด 6-10  ซม.  ขึ้นอยู่กับขนาดความอ้วน ผอม ความหนาของชั้นไขมันที่หลังของผู้ป่วย  เมื่อเปิดแผลแล้วจึงเลาะเอากล้ามเนื้อรอบๆ กระดูกสันหลังตรงตำแหน่งที่ตรงกับหมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาออกจากกระดูกสันหลัง  แล้วใช้เครื่องดึงถ่างถ่างกล้ามเนื้อไว้  จากนั้นก็เปิดช่องที่กระดูกสันหลังตรงตำแหน่งที่ต้องการ  เพื่อเข้าไปในช่องไขสันหลัง  เมื่อพบเส้นประสาทแล้วจึงใช้เครื่องมือดันเส้นประสาทไปตรงกลางเพื่อให้เห็นส่วนของหมอนรองกระดูกที่ยื่นหรือแตกออกมากดทับเส้นประสาท   จากนั้นใช้เครื่องมือคีบเอาส่วนที่กดทับออก  แล้วเย็บแผลปิด  วิธีการผ่าตัดนี้โดยทั่วไปผู้ป่วยจะอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 5-7 วันใช้เวลาฟื้นฟูสภาพของกล้ามเนื้อหลังที่ถูกผ่าตัดเลาะออกจากกระดูกประมาณ 4-6 สัปดาห์
            ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด  ร.พ.ศิริราช ได้จัดหาเครื่องมือในการทำผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทนี้ด้วยวิธีการส่องกล้อง  โดยใช้เงินบริจาคจากการขายธงเนื่องในวันมหิดล  ทำให้สามารถให้บริการทำผ่าตัดได้    โดยข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือ  แผลผ่าตัดจะยาว 1.5 – 2.0 ซม.  ตรงตำแหน่งของหมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหา  ไม่จำเป็นต้องตัดกล้ามเนื้อออกจากการกระดูกสันหลัง  เนื่องจากใช้ท่อโลหะขยายทางเข้าของกล้องและช่องทางผ่าตัดทีละน้อยจนได้ขนาด 1.8 ซม.  นอกจากนี้การใช้กล้องซึ่งขยายภาพขึ้นบนจอ Monitor ยังทำให้ลดปริมาณการตัดกระดูกสันหลังออกในการเปิดช่องเข้าไปในช่องไขสันหลังเพื่อคีบเอาหมอนรองกระดูกออก ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดนี้มิได้เพิ่มจาก ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดโดยวิธีแบบเปิดตามมาตรฐาน  เพราะอุปกรณ์ได้จากเงินบริจาคของประชาชน เมื่อแผลที่ผ่าตัดมีขนาดเล็กไม่มีการตัดกล้ามเนื้อ  ดังนั้นระยะเวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมีความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่าวิธีเดิม
 

ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด   โดยศัลยแพทย์ที่สนใจในเทคนิคนี้ประกอบไปด้วย 
          - รศ.นพ.วิทเชษฐ  พิชัยศักดิ์ 
            - รศ.นพ.อารีศักดิ์  โชติวิจิตร 
            - ผศ.นพ.จตุพร  โชติกวณิชย์
            - อ.นพ.สมยศ วรรณสินธพ

            ได้ทำการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนี้มา 10 ราย ตั้งแต่ มีนาคม 2548  พบว่าได้ผลดี  ผู้ป่วยส่วนมากสามารถลุกขึ้นเดินได้ในวันรุ่งขึ้นและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3 วัน  ทำให้ลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดหลังผ่าตัด และจำนวนวันที่อยู่ในโรงพยาบาลได้เมื่อเทียบกับวิธีการมาตรฐานเดิม นอกจากนี้หากเกิดปัญหาในขณะทำผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ศัลยแพทย์สามารถขยายบาดแผลและเปลี่ยนเป็นวิธีมาตรฐานได้โดยไม่เกิดผลเสียต่อผู้ป่วย  วิธีการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทที่ระดับเอวออกโดยใช้กล้อง(Microendoscopic discectomy หรือย่อว่า MED)  จึงเป็นทางเลือกอีกอันหนึ่งที่สามารถให้บริการแก่ผู้ป่วยในกรณีที่เหมาะสม  ทำให้มีความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยลงและกลับไปดำรงชีวิตตามปกติได้รวดเร็วขึ้น  นอกจากนี้ทางภาควิชาฯ ได้กำลังพัฒนาเทคนิคนี้เพื่อการทำผ่าตัดขยายช่องไขสันหลังที่ตีบแคบๆ (Spinal stenosis) การเลาะเอาชิ้นเนื้อของกระดูกสันหลังไปตรวจเพื่อหาภาวะติดเชื้อหรือเนื้องอก เพื่อเพิ่มการบริการแก่ประชาชนโดยทั่วไป