การเลือกซื้อมอยเจอร์ไรเซอร์ในวัยทอง ตอนที่ 1

การเลือกซื้อมอยส์เจอร์ไรเซอร์ในวัยทอง (ตอนที่ 1)

โดย รศ.นพ.ป่วน  สุทธิพินิจธรรม
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

           วัยทอง เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกสตรีอายุ 45 ปี ขึ้นไป วัยนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับทั้งร่างกายและจิตใจที่เห็นได้จัดเจนแต่เป็นในทางเสื่อมต่างจากวัยรุ่นที่การเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทางเจริญขึ้น   ความจริงแล้วมิใช่เฉพาะสตรีเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ  บุรุษก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน  การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ  จึงมีผลกระทบต่ออวัยวะภายในร่างกายด้วย  ผิวหนังเป็นอวัยวะหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากในวัยนี้และสามารถมองเห็นได้  จึงได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผิวหนัง ได้แก่  เริ่มเห็นรอยย่น  เหี่ยว  ยาน ยืด แห้ง  แตก  กร้าน  สีผิวหนังไม่สม่ำเสมอมีจุดด่างดำสลับขาว บางครั้งเรียกว่า “วัยตกกระ” ความรู้เรื่องกระบวนการเปลี่ยนของผิวหนังที่เกิดในวัยทองเจริญก้าวหน้าอย่างมากพบว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงคือ แสงแดด สารเคมีที่ระคายผิว สภาพทางกายภาพต่าง ๆ เช่น ความชื้น การดำเนินชีวิตของคน และพันธุกรรม  ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเภสัชกรรมโดยเฉพาะเครื่องสำอางในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมารุดหน้าไปมาก มีการคิดค้นสารเคมีชนิดต่าง ๆ นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังทำให้ชะลอการเปลี่ยนแปลงที่เกิดตามธรรมชาติได้ ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่สตรีทุกวัยโดยเฉพาะสตรีวัยทองคือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizers) บางครั้งเรียกว่า emollients หรือ lubricants เป็นสารเพิ่มหรือรักษาน้ำในชั้นผิวหนัง จะกล่าวถึงกลไกธรรมชาติที่ผิวหนังรักษาความชุ่มชื้นไว้  สาเหตุที่ทำให้ผิวหนังแห้งกร้าน  การดูแลป้องกันและรักษาภาวะผิวแห้ง  ชนิดของมอยส์เจอร์ไรเซอร์  พร้อมหลักการเลือกใช้และวิธีใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์

ผิวหนังมีกลไกรักษาความชุ่มชื้นได้อย่างไร
           ธรรมชาติสร้างผิวหนังให้สามารถเก็บรักษาน้ำไว้ได้ รักษาสภาพสมดุลระหว่างน้ำในสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกายกับน้ำในร่างกาย  และรักษาระดับน้ำภายในและภายนอกเซลล์ให้ได้สมดุลโดยอาศัยคุณสมบัติของเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดที่เรียกว่าชั้น stratum corneum เซลล์ชั้นนี้มีบทบาทหลายประการ เช่น ป้องกันเชื้อโรค  สารพิษทั้งจากธรรมชาติและที่มนุษย์ผลิตขึ้นและยังมีคุณสมบัติรักษาความชุ่มชื้น คือน้ำไว้ในและนอกเซลล์     ความชุ่มชื้นของผิวหนังที่พอเหมาะ คือ สภาวะที่ผิวหนังสามารถรักษาระดับน้ำให้คงอยู่ในเซลล์ผิวหนังระหว่างเซลล์ผิวหนังกำพร้าได้อย่างสมดุล  ผิวหนังจะชุ่มชื้น ดูนุ่มเนียน เรียบไม่เป็นขลุย เต่งตึง นอกจากนี้ระดับน้ำในชั้นหนังกำพร้ายังสัมพันธ์กับระดับน้ำในชั้นหนังแท้ด้วย   ทั้งนี้ ผิวหนังมีกลไกรักษาความชุ่นชื้น ดังนี้
 1. เซลล์ชั้นนอกสุด (stratum corneum) หรือที่เรียกว่าชั้นขี้ไคล เป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิตมีไขมันหุ้มภายนอก  ถัดไปเป็นชั้นโปรตีนเป็นปลอกหุ้มเซลล์ผิวหนังชั้นนี้และมีโปรตีนที่เรียกว่า เคอราติน (keratin) เป็นส่วนประกอบภายในเซลล์  ป้องกันไม่ให้น้ำทะลุผ่านเซลล์ผิวหนังออกสู่ภายนอก
 2. ชั้นไขมันแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล  ทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้น้ำในร่างกายซึมผ่านช่องระหว่างเซลล์ผิวหนังออกสู่ภายนอก
 3. ไขมันจากต่อมไขมัน ที่หลั่งสารไขมันออกตามรูขุมขน  สารไขมันจะแผ่อออกเคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้า  ป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ออกสู่ภายนอก

           การรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังอาศัยคุณสมบัติของผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันที่เซลล์ผิวหนัง  และต่อมไขมันสร้างขึ้นมาควบคุมไม่ให้น้ำซึมผ่านออกสู่ภายนอกร่างกาย  นอกจากนี้ยังมีการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังตามธรรมชาติ (natural moisturizers) สารต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ คือ กรดอะมิโน  อนุพันธ์  ( derivative) กรดอะมิโนและเกลือของกรดอะมิโน  เป็นสารรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง  สารเหล่านี้ ได้แก่ 1. Sodium 2 pyrrolidone 5 carboxylic acid  2.  Urea  3. Lactic acid  จากความรู้เรื่องสารรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาตินี้  ได้มีการนำสารดังกล่าวมาผสมในมอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดต่าง ๆ

ผิวหนังลอกเป็นขลุยแสดงว่าหนังแท้ใช่หรือไม่
           ผิวหนังที่ลอกเป็นขลุยอาจเกิดจากผิวหนังแห้งเพราะขาดน้ำ   หรือเกิดจากผิวหนังอักเสบจากสาเหตุ   อื่น ๆ ก็ได้ เช่น ระคายเคืองจากสารเคมี การแกะเกา ผิวหนังอักเสบลอกเป็นขลุย  โดยที่ผิวหนังไม่แห้ง (ขาดน้ำ) ก็ได้ ในสภาพจริงเมื่อเกิดการอักเสบของผิวหนัง  ก็มีผลทำให้น้ำในผิวหนังซึมออกสู่ภายนอกได้ง่ายทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะแห้ง

ทำไมผิวหนังจึงแห้ง
           ผิวหนังแห้งเป็นผลจากการเสียน้ำออกจากผิวหนังเกิดจากกลไกสำคัญ 3 ประการ
 1. ผิวลอกเป็นขลุยจากความผิดปกติในการสร้าง (keratin) ทำให้เสียเสียความสามารถในการรักษาน้ำไว้ที่ผิวหนัง
 2. ชั้นหนังกำพร้ามีการหมุนเวียนเร็วกว่าปกติทำให้ไม่มีเวลาพอในการสร้างผิวหนังชั้นนอกสุด หรือ ชั้นขี้ไคลที่สมบูรณ์ได้  หนังกำพร้าชั้นนอกสุดมีส่วนประกอบเป็นชั้นไขมันแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้น   ขี้ไคล  ผิวหนังที่มีการหมุนเวียนรวดเร็วจะไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทัน  จึงเสียความสามารถในการรักษาน้ำให้คงอยู่ในผิวหนังไป
 3. มีการทำลายของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากสารเคมี เช่น detergents ทำให้สูญเสียไขมันชั้นหนังกำพร้าไป  เป็นผลให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
 การเกิดภาวะผิวแห้งอาจเป็นผลจากกลไกใดกลไกหนึ่งหรือเกิดจากทั้ง 3 กลไก พร้อม ๆ กันได้

สาเหตุที่ทำให้ผิวแห้ง     
           ผิวแห้งเกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ดังนี้
 1. พันธุกรรม เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic eczema) โรค ichthyosis ผู้ป่วยเหล่านี้มีผิดความปกติแต่กำเนิด  ผิวแห้งและไม่สามารถรักษาน้ำไว้ในผิวหนังได้เหมือนคนปกติ
 2. อายุ ผู้สูงอายุผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันระหว่างเซลล์จะลดลง  ทำให้เสียน้ำออกจากผิวหนังได้ง่าย ผิวจึงแห้ง
 3. โรคภัยของอวัยวะภายใน เช่น โรคไตวาย โรคตับ
 4. ปัจจัยแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น อากาศแห้ง  อากาศหนาว การเสียดสี สารเคมี เช่น แอลกอฮอล์   ดีเทอร์เจน เป็นต้น

-มีต่อตอนที่ 2-