มารู้จักและช่วยเด็กสมาธิสั้นกันเถอะ ตอนที่ 5

มารู้จักและช่วยเด็กสมาธิสั้นกันเถอะ ตอนที่ 5

ผศ.นพ.ชาญวิทย์  พรนภดล
หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่นภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            14.1 มีการแบ่งขั้นตอนเริ่มจากง่ายและจำนวนน้อยก่อน แล้วจึงเพิ่มความยากและจำนวน ขึ้นในเวลาต่อมาเมื่อเด็กเรียนรู้ขั้นต้นได้ดีแล้ว
            14.2 ใช้คำอธิบายง่ายๆสั้นๆ พอที่เด็กจะเข้าใจ และให้ความสนใจฟังได้เต็มที่ ซึ่งหากมีการสาธิตอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ง่ายกว่าคำพูดอธิบายอย่างเดียว
            15. ควรสอนทีละเรื่อง หรือเปรียบเทียบเป็นคู่ แต่ไม่ควรสอนเชื่อมโยงหลายเรื่องพร้อมๆกัน
            16. เด็กที่เป็นสมาธิสั้น ควรได้รับการสอนแบบ  “ตัวต่อตัว“ เนื่องจากครูสามารถคุมให้เด็กมีสมาธิ และสามารถยืดหยุ่นการเรียนการสอนให้เข้ากับความพร้อมของเด็กได้ดีกว่า
            17. ครูควรให้เวลาที่ใช้ในการสอบสำหรับเด็กที่เป็นสมาธิสั้น นานกว่าเด็กปกติ
            18. เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อน เพราะเด็กมักจะใจร้อน หุนหัน เล่นแรง ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำตักเตือน แนะนำด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กปรับตัวได้ และเข้าใจกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
            19. เด็กที่มีสมาธิสั้นบางครั้งเพียงใช้การบอก เรียก หรืออธิบายอย่างเดียวเด็กอาจไม่ฟังหรือไม่ทำตาม คุณครูควรเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่คุณครูต้องการ เช่น เมื่อต้องการให้เด็กเข้ามาในห้องเรียน หากใช้วิธีเรียกประกอบกับการโอบหรือจูงตัวเด็กให้เข้าห้องด้วย จะได้ผลดีกว่าเรียกเด็กอย่างเดียว

หากพาเด็กไปฝึกนั่งสมาธิจะมีประโยชน์ไหม?
            ยังไม่มีการวิจัยที่ยืนยันประโยชน์อย่างชัดเจนของการฝึกนั่งสมาธิโดยการให้เด็กนั่งหลับตาแล้วทำจิตให้สงบว่าจะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กหรือไม่ การฝึกสมาธิโดยให้เด็กนั่งหลับตาทำสมาธิมักจะทำให้เด็กเบื่อ เด็กสมาธิสั้นจะไม่ค่อยชอบที่ถูกให้นั่งนิ่งๆและมักไม่ให้ความร่วมมือ แต่มีรายงานจากต่างประเทศอ้างว่า การฝึกสมาธิแบบ Transcendental Meditation (TM) สามารถช่วยให้เด็กนั่งนิ่งขึ้น มีสมาธิในการเรียน การทำงานยาวนานขึ้น
การฝึกสติให้เด็กรู้จักคิดก่อนทำ หรือให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่โดยวิธีกำหนดอิริยาบถ อาจจะมีประโยชน์ในการฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมพฤติกรรมของตนเอง เด็กสมาธิสั้นมักจะชอบและร่วมมือดีต่อกิจกรรมการฝึกที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่การฝึกนี้ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเกิดประโยชน์

การให้เด็กเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายจะช่วยให้เด็กหายจากการเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่?
            ยังไม่มีการวิจัยยืนยันว่าการให้เด็กเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายมากๆช่วยให้เด็กหายจากโรคสมาธิสั้น แต่พ่อแม่ควรส่งเสริมให้เด็กสมาธิสั้นได้ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้พลังงานไปในทางสร้างสรรค์  และหากเด็กมีความสามารถทางกีฬาก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความสามารถไม่ด้อยกว่าคนอื่น ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กมีปัญหาพฤติกรรมเกเร หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆตามมา

มีอาหารเสริม วิตามิน หรือสมุนไพรชนิดใดหรือไม่ที่มีประโยชน์ในการรักษาเด็กสมาธิสั้น?
            พ่อแม่หลายท่านอาจเคยเห็นโฆษณาจากสื่อต่างๆ (ส่วนใหญ่ทางอินเตอร์เน็ต)ว่าอาหารเสริม วิตามิน หรือสมุนไพรหลายชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคสมาธิสั้นได้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานการวิจัยทางการแพทย์ที่ยืนยันสรรพคุณของสิ่งเหล่านั้นว่ามีประโยชน์หรือใช้รักษาโรคสมาธิสั้นได้ผลจริง ดังนั้นพ่อแม่จึงควรพิจารณาถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับเด็กก่อนทดลองใช้สิ่งเหล่านั้น

หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กสมาธิสั้นและครอบครัว?
           เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตขึ้นเด็กเหล่านี้จะมีภาวะแทรกซ้อนที่มีผลกระทบในแง่ลบในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งต่อตัวเด็กเองและครอบครัว
     ก. ต่อตัวเด็ก
- ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จด้านการเรียนเท่าที่ควร
- มีปัญหาพฤติกรรมในห้องเรียน ทำให้ถูกทำโทษบ่อยๆ หรือถูกพักการเรียน
- เรียนได้ไม่ดี อาจถูกให้เรียนซ้ำชั้น
- ต้องการการศึกษาพิเศษ (special education program) หรือการสอนเสริม
- อาจเรียนไม่จบชั้นมัธยม หรือต้องเรียนต่อสายอาชีพ
- มีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองต่ำ (low self-esteem) เนื่องจากคนรอบข้างมักจะคอยตำหนิ จับผิด ลงโทษเด็กอยู่เสมอ
- มีปัญหาการเข้าสังคม ไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนและบุคคลอื่น
- ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านอาชีพการงานเมื่อโตขึ้น
- มีความเสี่ยงสูงที่จะติดสารเสพติด เนื่องจากเด็กมักจะชอบทดลอง ชอบสิ่งที่ตื่นเต้น เร้าใจ
- มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากเด็กมักจะชอบกิจกรรมที่ท้าทาย เสี่ยงต่ออันตราย
- มักจะคบเพื่อนที่เป็นเด็กมีปัญหาเหมือนกัน ทำให้ชักนำกันไปในทางที่เสียหาย
- เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย
     ข. ต่อครอบครัว
- ทำให้ระดับความเครียดในครอบครัวสูงขึ้น ครอบครัวขาดความสงบสุข
- ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าในครอบครัวสูงขึ้น
- ทำให้เกิดปัญหาหย่าร้างในครอบครัว เนื่องจากพ่อแม่มักจะตำหนิซึ่งกันและกัน โทษแต่ละฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกมีปัญหา หรือมักจะขัดแย้งกันในการเลี้ยงดูเด็ก

- มีต่อตอนที่ 6-