ไข้หวัดนกจะกลายสายพันธุ์สู่คนได้หรือไม่

ไข้หวัดนกจะกลายสายพันธุ์สู่คนได้หรือไม่

ศ.ดร.พิไลพันธ์  พุธวัฒนะ
ภาควิชาจุลชีววิทยา

Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            โรคไข้หวัดนก คือไข้หวัดใหญ่จากเชื้อ influenza viruses ซึ่งเกิดขึ้นในสัตว์ปีก ดังนั้นจึงเรียกโรคไข้หวัดนกว่า avian influenza หรือ bird flu สำหรับสถานการณ์โรคไข้หวัดนกในประเทศไทยเริ่มการระบาดของโรคประมาณปลายปี 2546 แต่มีการรายงานอย่างเป็นทางการเดือน ม.ค. 2547 การระบาดรอบแรก ม.ค. – พ.ค. 2547 มีผู้ป่วยที่มีผลห้องปฏิบัติการยืนยัน 12 ราย และทุกรายเกิดการติดเชื้อระหว่าง ม.ค. – มี.ค.2547 การระบาดรอบที่สอง ส.ค. – ต.ค. 2547 มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 5 ราย รวมมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 12 ราย (จาก 17 ราย) เชื้อไวรัสที่แยกได้จากการระบาดทั้ง 2 ครั้งไม่มีความแตกต่างกัน เชื่อว่าน่าจะเกิดจากเชื้อไวรัสที่ยังหลงเหลืออยู่ภายหลังจากการติดเชื้อครั้งแรกก่อการระบาดขึ้นใหม่


คนเคยติดเชื้อไข้หวัดนกหรือไม่
            มีไวรัสไข้หวัดนกหลายชนิดที่แพร่มาก่อโรคในคน ครั้งแรกที่พบ คือสายพันธุ์ H5N1 ที่ฮ่องกง ในปี 2540 ต่อมาพบคนติดเชื้อ H9N2 และ H7N7 จากสัตว์ปีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบการเกิดโรคในคนจากสายพันธุ์เหล่านี้แล้วพบว่า H5N1 เป็นเชื้อที่มีความรุนแรงที่สุด
การกลับมาของเชื้อ H5N1 ครั้งล่าสุด เป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม และเกิดการระบาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศที่มีผู้ป่วย คือ ไทย เวียดนาม และ กัมพูชา เท่านั้น

เชื้อไข้หวัดนกอาจกลายพันธุ์จนเกิดการระบาดใหญ่ในคนได้หรือไม่
            เป็นไปได้ถ้าไม่มีการเฝ้าระวัง และควบคุมให้ดี แต่เชื้อไวรัส H5N1 ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้กลายพันธุ์ไปจนกระทั่งติดคนได้ง่ายๆ เชื้อยังมีความชอบเซลล์ของสัตว์ปีกมากกว่าเซลล์ของคน ดังนั้นการที่คนติดเชื้อไข้หวัดนก น่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญจากการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อไข้หวัดนกในปริมาณ ๆ มาก เช่น เชื้อที่อยู่ในมูลไก่ ในน้ำมูกไก่ป่วย เป็นต้น

จำเป็นแค่ไหนต้องควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก
            จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ได้ ความเสี่ยงจากการที่จะเกิดไวรัสกลายพันธุ์จนเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะเป็นไปได้สูง พูดง่าย ๆ คือ คนที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว หากไปรับเชื้อไข้หวัดนกซ้ำเข้าไปอีก อาจเกิดการติดเชื้อในเซลล์เดียวกันในร่างกายของคน และมีโอกาสที่จะเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นยีนจนได้ไวรัสลูกผสมซึ่งสามารถติดเชื้อเพิ่มจำนวนได้ดีในเซลล์ของคน และหากแพร่เชื้อจากคนไปยังคนได้โดยง่ายแล้ว ก็จะเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น ดังนั้นการทำลายไก่ จึงเป็นการลดวงจรการแพร่เชื้อจากสัตว์ และการที่คนฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน ก็เป็นการลดโอกาสของการติดเชื้อไวรัสสองชนิดพร้อมกัน

การป้องกันและรักษา
            ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ทั่วไป แต่ในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมีการทดสอบวัคซีนในคน ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ในขณะนี้ เป็นวัคซีนผสมระหว่างสายพันธุ์ H1N1 H3N2 และ B ซึ่งควรฉีดในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก ทั้งไก่ เป็ด ห่าน นกกระทา และนกต่างๆ เกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้ชำแหละซาก ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก
ในส่วนของยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก มีเพียง 2 – 3 ชนิด เท่านั้น สำหรับประเทศไทย เราใช้ oseltamivir ซึ่งเป็นยาที่ใช้รับประทาน และต้องให้ในระยะแรกของโรคจึงจะได้ผลดี อย่างไรก็ตาม การใช้ยาชนิดนี้ควรมีการเฝ้าระวัง เพราะเริ่มมีรายงานการดื้อยาแล้ว เช่น รายงานจากประเทศญี่ปุ่นพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ดื้อต่อยา oseltamivir ถึง 18%
     ดังนั้นผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ บุคลากรทางการแพทย์มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดนกได้ แม้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังตามมาตรฐานสากล (universal precaution)

            ประเทศไทยได้ให้ความสนใจเรื่องไข้หวัดนกอย่างจริงจัง มีการเฝ้าระวังติดตามการแพร่กระจายของเชื้อ เพียงคลิก www.cctls.org จะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่เว็บไซต์อื่น ๆ เช่น ทำเนียบรัฐบาล กรมปศุสัตว์ สำนักโรคติดต่อทั่วไป สำนักระบาดวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ องค์การอนามัยโลก US-CDC และ ProMED

            โดยทั่วไป เชื้อไข้หวัดนกถูกทำลายที่อุณหภูมิ 700เซลเซียส การต้ม ผัด นึ่ง สามารถทำลายเชื้อได้หมดสิ้น...แล้วอาหารจานโปรดก็จะปลอดภัย หายห่วงค่ะ