“CFC”………..อันตราย ใกล้ตัว

“CFC”………..อันตราย ใกล้ตัว

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            หากเอ่ยชื่อ Chlorofluorocarbon หลายคนคงงงว่า มันคืออะไร แต่พอกล่าวถึง CFC เชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง และบางคนคงพอนึกออกถึงความร้ายกาจของมัน CFC เป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2474 และเป็นสารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิเช่น โฟม, ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสเปรย์ ถึงแม้ว่า CFC จะมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่ในปี พ.ศ.2517 กลับพบว่า CFC ไม่สามารถย่อยสลายในชั้นบรรยากาศทั่วไป แต่จะลอยขึ้นไปสะสมในชั้น stratosphere และถูกเปลี่ยนแปลงด้วยรังสีจากดวงอาทิตย์ กลายเป็นอนุภาคคลอรีน และ ไปทำลายโอโซน ซึ่งช่วยปกป้องโลกจากความร้อน (พบว่า คลอรีน 1 อะตอมสามารถทำลาย โอโซน ได้ถึง 100,000 โมเลกุล) นอกจากนี้ยังพบว่า CFC คงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 50-100 ปี การที่ชั้นโอโซนถูกทำลาย จะทำให้รังสียูวีบีจากแสงอาทิตย์สามารถส่องลงมาถึงผิวโลกได้มากขึ้น ทำให้โลกร้อนขึ้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ปฏิกิริยาเรือนกระจก (green house effect) และที่น่ากลัวมากคือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง และโรคต้อกระจก จากผลกระทบที่รุนแรงของ CFC ทำให้กว่า 175 ประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการงดใช้สาร CFC หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ CFC และได้ร่วมกันลงนามในพิธีสารมอนทรีออล ในปี พ.ศ.2531 เพื่อร่วมกันเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสาร CFC อย่างเด็ดขาดภายใน 1 มกราคม พ.ศ.2539 แต่ได้ยกเว้นให้กับยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งยังต้องใช้ CFC เป็นส่วนประกอบ จนถึงปี พ.ศ. 2552
           ในทางการแพทย์ CFC เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในยาพ่นสูดชนิดที่ใช้ก๊าซเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งยาขยายหลอดลม และยาสเตียรอยด์เรียกว่า MDI (Metered-dose inhaler) สำหรับผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยาในรูปแบบนี้มีใช้มานาน ประสิทธิภาพดี และที่สำคัญคือราคาถูก ถึงแม้ว่าจะมียาพ่นในรูปอื่นๆ บ้างก็ตาม เช่น ในรูปผงแห้ง (Dry-powder inhaler) แต่ยาดังกล่าวยังไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับยาในรูป MDI เนื่องจากมีราคาแพง และต้องอาศัยแรงสูดค่อนข้างมาก จึงไม่สะดวกสำหรับผู้ที่มีอาการหอบหืดรุนแรง, ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ดังนั้นยาในรูปแบบ MDIจึงยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจน ถึงแม้จะมีการประมาณการณ์ว่าการใช้ยาในรูปแบบ MDI เป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของการใช้สาร CFC ทั่วโลก แต่เนื่องจากภยันตรายจาก สาร CFC มีมากและรุนแรง จึงได้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการใช้ สาร CFC ใน MDI ไปเป็นสารตัวอื่นแทน ปัจจุบันได้มีการวิจัยและพัฒนาจนพบว่า hydrofluoralkane (-134 a , -227) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า HFA สามารถนำมาใช้แทนสาร CFC ในยาขยายหลอดลม และยาป้องกันหอบที่เป็นสเตียรอยด์แบบ MDI ยานี้ได้รับการรับรองว่าปลอดภัย ประสิทธิภาพดี หรืออาจดีกว่าเดิมด้วยซ้ำเนื่องจากยาพ่นที่มีสาร HFA มีขนาดละอองฝอยที่เล็กกว่ายาพ่นแบบเดิมที่มี CFC เป็นส่วนประกอบ จึงสามารถเข้าไปถึงหลอดลมฝอยขนาดเล็กได้ดีกว่า และไม่ค่อยตกค้างในช่องปากและลำคอ ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีกว่าโดยเฉพาะผู้ที่มีหลอดลมฝอยเล็กๆ ตีบ และสิ้นเปลืองยาน้อยกว่า หรือใช้ขนาดยาน้อยกว่าเดิม ยาเหล่านี้พบว่ามีข้อมูลสนับสนุนว่าปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขึ้นไป (ยังไม่มีการทดลองใช้ในเด็กอายุน้อยกว่านี้) และได้เริ่มมีการนำมาจำหน่ายในประเทศไทยบ้างแล้ว สำหรับผู้ที่กลัวว่า สาร HFA นี้อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับ CFC ก็คงจะใจชื้นขึ้นเมื่อทราบว่า HFA ไม่มี chlorine ส่วนประกอบจึงไม่สามารถทำลายชั้นโอโซนได้ และนอกจากนี้ยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศในระยะเวลาเพียง 15 ปี สั้นกว่า CFC หลายเท่า
           สำหรับยาพ่นจมูกที่ใช้รักษาภูมิแพ้ที่เป็นสเตียรอยด์ทุกชนิดที่จำหน่ายในประเทศไทยขณะนี้ไม่มี CFC เป็นส่วนประกอบ
           หวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยช่วยกระตุ้นให้คนไทยได้ตระหนักถึงโทษร้ายของสาร CFC และร่วมกันงดสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มีสารดังกล่าว หันมาบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสาร CFC แทนทั่วกัน