แนวทางการรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

แนวทางการรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

รศ.นพ. วิชญ์ บรรณหิรัญ
คลินิกนอนกรน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา

Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เด็กที่นอนกรนตั้งแต่ 3 คืนต่อสัปดาห์ขึ้นไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายที่มีความผิดปกติบางอย่าง เช่น เลี้ยงไม่โต, มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม การเรียนแย่ลง ปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยว่ามี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive sleep apnea; OSA) หรือไม่เพื่อทำการรักษาต่อไป โดยในเบื้องต้นเด็กที่นอนกรนควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ มลภาวะ และสารกระตุ้นภูมิแพ้ต่าง ๆ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจ  ก่อให้เกิดอาการ แน่นจมูก และทำให้อาการแย่ลง สำหรับรายที่มีน้ำหนักมากควรลดความอ้วน และ ในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นควรให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีวิธีการรักษาเด็กที่มีปัญหานี้ที่มีประสิทธิภาพสูง ได้หลายวิธี ได้แก่

1.  การรักษาโดยการผ่าตัดการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์  เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดนี้จะช่วยให้อาการของภาวะOSA ดีขึ้นและลดจํานวนครั้งของการหยุดหายใจ/หายใจแผ่วจากการอุดกั้น อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติราวร้อยละ 85 – 90 อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่มเช่น เด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง, เด็กอ้วน, โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ หรือมีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ, เด็กทีเป็น Down syndrome, ผนังกั้นจมูกคด และเยื่อบุจมูกบวมมาก อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเหลืออยู่หลังผ่าตัด ดังนั้นการติดตามอาการของผู้ป่วยจึงมีความจําเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเหล่านี้ สำหรับการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดินอยด์นั้น ทำภายใต้การดมยาสลบ และโดยทั่วไปมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงน้อยมาก อย่างไรก็ตาม 1-2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ต้องเฝ้าระวังปัญหาเลือดออกจากตําแหน่งผ่าตัด, อาการคลื่นไส้อาเจียน, ภาวะขาดน้ำซึ่งอาจเกิดจากเจ็บแผลและรับประทานอาหารได้น้อยในบางราย, และบางครั้งอาจหายใจลำบากและยังมีเสียงกรนใน 2-3 วันแรก ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมอย่างน้อย 1-2 วัน ซึ่งแพทย์จะให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวต่อไป และหลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอาการตามที่นัด ซึ่งอาจมีการตรวจทดสอบการนอนหลับตามความเหมาะสมของแต่ละรายต่อไป สำหรับภาวะแทรกซ้อนระยะยาวเช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยขึ้นหลังผ่าตัดไปแล้ว พบได้น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเด็กได้รับวัคซีนครบตามกำหนด  

นอกจากการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์แล้ว ยังมี การรักษาโดยการผ่าตัดอื่นๆ เช่น การจี้เยื่อบุในจมูกด้วยความถี่วิทยุ, การผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้าในรายที่ผิดปกติ, หรือการเจาะคอ รวมถึงการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักในเด็กที่อ้วนมาก เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมในผู้ป่วยเป็นการเฉพาะรายๆไป

2.  การรักษาโดยการใช้ยา เช่น ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ (Nasal corticosteroids) , ยาแก้ภูมิแพ้ หรือ ยาลดน้ำมูก (anti-histamine), และยากลุ่ม montelukast ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ในผู้ป่วยเด็กที่นอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่รุนแรงน้อย การใช้ยาเหล่านี้นานต่อเนื่อง 6-12 สัปดาห์ จะช่วยให้อาการและดัชนีการหยุดหายใจ/ หายใจแผ่วขณะหลับดีขึ้นได้ จึงอาจใช้ยาเหล่านี้เป็นการรักษาเบื้องต้น ซึ่งหากไม่ดีขึ้นในเวลาดังกล่าว เด็กควรได้รับการตรวจการนอนหลับ (ถ้าทำได้) หรือส่งต่อให้พบแพทย์เฉพาะทางด้าน หู คอ จมูก เพื่อพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดินอยด์ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีโรคในระดับที่รุนแรง เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าการผ่าตัดแต่เนิ่น ๆ จะมีผลต่อการทำงานของสมองและประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามหากหลังผ่าตัดแล้วยังมีอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับเหลืออยู่ อาจพิจารณาใช้ยาเหล่านี้อีกได้เช่นกัน

3.  การรักษาโดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง  (continuous positive airway pressure; CPAP) จัดเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา อย่างไรก็ตามเด็กอาจมีปัญหาในความร่วมมือในการรักษา และอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาได้ ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ควรให้เด็กได้รับการดูแล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยตรงต่อไป

4.  การรักษาโดยวิธีอื่นๆ เช่น การให้ออกซิเจนขณะหลับ, การใชเครื่องมือในช่องปาก, หรือการจัดฟันเพื่อขยายกรามด้านบน (Rapid maxillary expansion; RME) อาจเหมาะสําหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เช่น ผู้ป่วยที่มีขากรรไกรบนแคบมาก, สบฟันผิดปกติ หรือมีความพิการผิดรูปของกะโหลกศีรษะและใบหน้า อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ในผู้ป่วยเด็กยังมีน้อยมาก ดังนั้นจึงต้องรอข้อมูลการศึกษาต่อไปในอนาคต เนื่องจาก ปัจจุบันยังไม่มีรายงานเพียงพอเกี่ยวกับผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว