เยื่อบุจมูกอักเสบจากเครื่องปรับอากาศ

เยื่อบุจมูกอักเสบจากเครื่องปรับอากาศ

เยื่อบุจมูกอักเสบจากเครื่องปรับอากาศ

(Air Conditioner-Induced Rhinitis)

 

รศ.นพ. ปารยะ  อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

            เยื่อบุจมูกอักเสบ (rhinitis) เกิดจากหลายสาเหตุ  สิ่งแวดล้อมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถกระตุ้นให้มีการอักเสบของเยื่อบุจมูกได้ ผู้ป่วยบางรายเมื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นและแห้ง (cold, dry air) จากเครื่องปรับอากาศ อาจมีอาการคัดจมูก, คัน, จาม, น้ำมูกไหล หรือแสบจมูก ขณะที่คนบางคนไม่มีอาการดังกล่าว  ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) ซึ่งเยื่อบุจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นทั้งหลายมากผิดปกติ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออากาศที่เย็นและแห้งจากเครื่องปรับอากาศมากกว่าคนปกติ

            อุบัติการณ์ของโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากอากาศเย็นและแห้งจากเครื่องปรับอากาศ ไม่ทราบแน่ชัดก่อนหน้านี้ ประเทศไทยไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้มากนัก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนและชื้น แต่เนื่องจากสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี จากภาวะโลกร้อน  ทำให้มนุษย์เราอยู่ในห้องซึ่งมีเครื่องปรับอากาศมากขึ้น อากาศจากเครื่องปรับอากาศเป็นอากาศที่แห้งและเย็น จึงทำให้ปัญหาเยื่อบุจมูกอักเสบจากเครื่องปรับอากาศ (air conditioner–induced rhinitis) หรืออากาศเย็นและแห้ง (cold dry, air-induced rhinitis) พบได้บ่อยขึ้น ในต่างประเทศจะพบโรคกลุ่มนี้ได้บ่อยในผู้ที่นิยมเล่นสกี ซึ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อากาศ เย็นและแห้ง โดยเฉพาะในขณะที่ต่อแถวเพื่อขึ้นเขาไปเล่นสกี ผู้ที่เป็นโรคนี้มักถือกระดาษชำระเพื่อเช็ดน้ำมูกที่ไหลออกมา

 

พยาธิสรีรวิทยาของโรค

            จมูกมีหน้าที่ปรับอากาศให้อุ่นและชื้นขึ้น (warm and humidify air) ก่อนอากาศที่หายใจเข้าไป จะลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ หลอดลม และปอด โดยการเพิ่มพื้นที่ผิวของเยื่อบุจมูกในการให้น้ำและความร้อนแก่อากาศที่หายใจเข้าไป ซึ่งการเพิ่มพื้นที่ผิวของเยื่อบุจมูก ก็จะทำให้เยื่อบุจมูกบวมขึ้น ทำให้มีอาการคัดจมูกมากขึ้น  นอกจากนั้นเมื่อเราหายใจเอาอากาศที่เย็นและแห้ง จะมีการสูญเสียความร้อนจากเยื่อบุจมูก ทำให้อุณหภูมิของเยื่อบุจมูกลดลง (mucosal cooling)  (รูปที่ 1) อุณหภูมิที่ลดลงของเยื่อบุจมูกสามารถกระตุ้นเส้นประสาทภายใต้เยื่อจมูกได้ ซึ่งทั้งเส้นเลือด และต่อมสร้างน้ำมูกก็มีเส้นประสาทมาเลี้ยงด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัน, จาม, คัดจมูก, น้ำมูกไหลได้  นอกจากนั้นน้ำที่ระเหยขึ้นจากเยื่อบุจมูก จะทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง (รูปที่ 1) ปกติเยื่อบุจมูกจะมีชั้นของน้ำปกคลุมที่เยื่อบุจมูก (nasal epithelial lining fluid) เมื่อมีการระเหยของน้ำที่เยื่อบุผิว ทำให้ชั้นน้ำที่ปกคลุมผิวเยื่อบุจมูกมีความเข้มข้นมากขึ้น (hyperosmolarity of nasal secretion) ซึ่งภาวะเข้มข้นของน้ำที่ปกคลุมผิวจมูก สามารถกระตุ้นมาสต์เซลล์ (mast cell) ในเยื่อบุผิวจมูกให้หลั่งสารฮิสทามีน (histamine) และสารเมดิเอเตอร์ (mediators) อื่นๆออกมา ซึ่งสารฮิสทามีนนี้สามารถกระตุ้น

            - เส้นเลือดใต้เยื่อบุผิวจมูก (submucosal blood vessels) ทำให้เส้นเลือดเหล่านี้ขยายตัว มีสารน้ำออกมานอกเส้นเลือด ทำให้เยื่อบุจมูกบวม ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก
            - เส้นประสาท
(nerves) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัน, จาม, แสบ หรือปวดจมูกได้
            - ต่อมสร้างน้ำมูก
(secretory glands) ทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาจากจมูก หรือไหลลงคอกลายเป็นเสมหะได้

นอกจากนั้นชั้นน้ำที่ปกคลุมผิวเยื่อบุจมูกที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ก็สามารถกระตุ้นเส้นประสาทโดยตรง ทำให้มีอาการดังกล่าวข้างต้นได้ และเมื่อเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยสัมผัสกับอากาศที่แห้งและเย็นไปเรื่อยๆ เกินความสามารถของเยื่อบุจมูกที่จะชดเชยการสูญเสียน้ำและความร้อน อาจทำให้เยื่อบุจมูกแห้งมาก และเกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุจมูก และทำให้เซลล์ของเยื่อบุจมูกหลุดลอกและทำงานผิดปกติ ซึ่งมีผลให้การเคลื่อนที่ของสารต่างๆ ผ่านเยื่อบุจมูกมีการเปลี่ยนแปลงไป

ความผิดปกติของการสัมผัสอากาศเย็นและแห้งดังกล่าว จะเกิดกับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความไวต่ออากาศเย็นและแห้งมากกว่าปกติ (cold, dry air hypersensitivity) แต่จะไม่เกิดกับคนปกติ (cold, dry air non-sensitivity) ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุจมูกของผู้ป่วยมีความไวต่ออากาศที่แห้งและเย็นมากกว่าคนปกติ  แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากความสามารถของเยื่อบุจมูกในการปรับอากาศให้อุ่นและชื้นของทั้ง 2 กลุ่มไม่เท่ากัน กล่าวคือ ผู้ป่วยที่มีความไวของจมูกต่ออากาศที่เย็นและแห้งมากกว่าปกติ ไม่สามารถชดเชยการสูญเสียน้ำและความร้อนขณะสัมผัสกับอากาศที่แห้งและเย็น ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุจมูก ขณะที่คนปกติซึ่งไม่มีความไวต่ออากาศที่เย็นและแห้ง อาจมีน้ำและความร้อนเพียงพอที่จะปรับอากาศให้อุ่นและชื้นขึ้นได้ ขณะสัมผัสกับอากาศที่เย็นและแห้ง ทำให้เยื่อบุจมูกของกลุ่มคนดังกล่าวไม่มีปฏิกิริยาต่ออากาศที่แห้งและเย็น

 

การรักษาประกอบด้วย การใช้ยาบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการแก้ปลายเหตุ ได้แก่

- ยาต้านฮิสทามีน (antihistamines) ซึ่งใช้ได้ผลดีในการบรรเทาอาการที่เกิดจากฮิสทามีนเช่น คัน,จาม, น้ำมูกไหล แต่ได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก

- ยาหดหลอดเลือด (decongestant) ใช้เพื่อลดอาการคัดจมูกเป็นหลัก มีทั้งชนิดพ่น/หยอดจมูก และชนิดกิน หรือใช้ยาต้านฮิสทามีนผสมกับยาหดหลอดเลือด (antihistamines + decongestants) ด้วย จุดประสงค์ของการผสมยาทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน คือ ช่วยบรรเทาทั้งอาการคัดจมูก และอาการคัน, จาม, น้ำมูกไหล

- ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก (nasal corticosteroids) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในบรรเทาอาการคันจมูก, จาม, น้ำมูกไหล และคัดแน่นจมูก

- Topical anticholinergic drug เช่น ipratropium bromide ใช้ลดอาการน้ำมูกไหลเป็นหลัก ไม่มีผลต่ออาการจามหรือคัดจมูก

- Antileukotrienes ช่วยลดอาการคัดจมูกเป็นหลัก อาจใช้ยาชนิดนี้เสริมในกรณีให้ยาชนิดอื่นๆ ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น

ดังนั้นเราผู้ซึ่งต้องสัมผัสอากาศที่แห้งและเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากขึ้นและนานขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน จะป้องกันการอักเสบของเยื่อบุจมูกจากเครื่องปรับอากาศอย่างไรดี

            1. พ่นจมูกด้วยน้ำเกลืออยู่เสมอ ขณะอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือต้องสัมผัสกับอากาศที่แห้งและเย็น เพื่อให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้นอยู่เสมอ จะได้ไม่แห้ง

            2. เปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมให้ถูกสุขลักษณะ  ถ้าต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป  ในกรณีที่ใช้พัดลม ไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา  ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง  ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร หรือไม่ให้อยู่ในทิศทางของลม ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมจ่อ  

            3. อาจนำภาชนะปากกว้างที่มีน้ำ มาวางไว้ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะห้องนอน ซึ่งเราต้องใช้เวลาอยู่ค่อนข้างนาน (6-8 ชั่วโมง) หรืออาจซื้อเครื่องปรับอากาศให้อุ่นและชื้น(humidifier) มาตั้งเปิดไว้

            4. ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ หรือจิบน้ำบ่อยๆ ในระหว่างอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือต้องสัมผัสอากาศเย็นและแห้ง