เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

 

อ.พญ.พัทยา เฮงรัศมี

สาขาการใช้กล้อเพื่อส่องตรวจและรักษาทางนรีเวช

ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คืออะไร

            เชื่อว่าหลายๆคนคงทราบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกคือส่วนที่บุอยู่ภายในมดลูก ซึ่งทำหน้าที่สร้างประจำเดือนในแต่ละรอบเดือน ถ้าหากเราเปรียบเทียบมดลูกเป็นเหมือนห้องเล็กๆห้องหนึ่ง ผนังหรือกล้ามเนื้อมดลูกก็เปรียบได้กับกำแพงโดยรอบห้อง โพรงมดลูกก็คือพื้นที่ใช้สอยภายในห้อง ส่วนเยื่อบุโพรงมดลูกก็เปรียบเสมือนสีที่ทาฉาบผนังห้อง ซึ่งสามารถหลุดร่อนได้นั่นเอง ดังนั้น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จึงหมายถึง เยื่อบุโพรงมดลูกที่ไปเจริญเติบโตอยู่ผิดที่ผิดทางนอกโพรงมดลูก โดยอาจแทรกตัวอยู่ในผนังหรือกล้ามเนื้อมดลูก อาจเล็ดลอดเข้าไปในช่องท้องจนไปเจริญเติบโตอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น เยื่อบุช่องท้อง รังไข่ ผนังลำไส้ และผนังกระเพาะปัสสาวะ และบางครั้งอาจกระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด หรือแม้แต่ในสมองก็อาจพบได้ประปราย และเนื่องจากหน้าที่หลักของเยื่อบุโพรงมดลูกคือการสร้างประจำเดือน ดังนั้นเมื่อเยื่อบุเหล่านี้ไปเจริญเติบโตอยู่ผิดที่ก็จะยังคงทำหน้าที่เช่นเดิม จึงทำให้มีเลือดสีแดงคล้ำหรือสีดำข้นคล้ายช็อกโกแลตขังอยู่ตามอวัยวะดังกล่าว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการผิดปกติต่างๆที่พบได้ในผู้ป่วยโรคนี้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

            ทฤษฎีการก่อกำเนิดของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้นมีหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเกิดจากการไหลย้อนทางของประจำเดือนผ่านท่อนำไข่เข้าไปฝังตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆภายในช่องท้อง โดยมักจะตกไปอยู่ในอุ้งเชิงกรานซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ต่ำสุดของร่างกาย เราจึงมักพบเยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้เจริญเติบโตอยู่บริเวณรังไข่ และเยื่อบุช่องท้องทั้งด้านหน้าและด้านหลังของมดลูก ซึ่งใกล้กับกระเพาะปัสสาวะและลำไส้นั่นเอง นอกจากนี้ เชื่อว่าเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอาจกระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปได้โดยผ่านทางหลอดเลือดและท่อน้ำเหลือง จึงอาจทำให้เกิดรอยโรคขึ้นได้ในต่อมน้ำเหลือง ปอด สมอง หรือแม้แต่ผิวหนัง

หลายคนอาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ‘ทำไมผู้หญิงบางคนจึงเป็นโรคนี้ ในขณะที่อีกหลายคนไม่เป็น แล้วตัวเราจะเสี่ยงหรือเปล่า’

            ผู้หญิงทุกคนต่างก็มีโอกาสที่จะเกิดการไหลย้อนทางของประจำเดือนในช่วงที่มีรอบเดือน และมีโอกาสที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะแพร่กระจายผ่านทางหลอดเลือดและท่อน้ำเหลืองกันทั้งนั้น เพียงแต่ความเสี่ยงที่มีอาจไม่เท่ากัน โดยพบว่าผู้หญิงที่มีระยะห่างระหว่างรอบเดือนที่สั้น แต่ระยะเวลาที่มีประจำเดือนในแต่ละรอบยาวนาน มีโอกาสเกิดการไหลย้อนทางของประจำเดือนได้มากกว่า จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเกิดเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อย่างไรก็ตาม การไหลย้อนทางของประจำเดือนก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรคนี้ในผู้หญิงทุกราย ทั้งนี้เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้ได้ ยกเว้นในบางรายที่การทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้เพิ่มขึ้น

เมื่อใดจึงควรสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคนี้

            อาการแสดงที่สำคัญของโรคนี้ ได้แก่ อาการปวดประจำเดือนที่มากผิดปกติ โดยความรุนแรงของอาการปวดจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป (progressive dysmenorrhea) ในบางรายที่รอยโรคอยู่ค่อนไปทางด้านหลังของมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใกล้กับลำไส้ตรง ก็จะมีอาการปวดหน่วงลงทวารหนักได้ในช่วงที่มีประจำเดือน ส่วนอาการอื่นๆที่พบได้บ่อย ได้แก่ เจ็บในอุ้งเชิงกรานขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) ปวดท้องน้อยเรื้อรัง และภาวะมีบุตรยาก ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบและการเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานจากตัวโรค นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน (intermenstrual bleeding) ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน  และในกรณีที่รอยโรคอยู่ที่ลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะ ก็อาจพบเลือดออกทางทวารหนักหรือปัสสาวะเป็นเลือดได้ในช่วงที่มีประจำเดือน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ถึงแม้จะมีรอยโรคชัดเจน แต่ก็กลับไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

            นอกเหนือจากอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้น การวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จำเป็นต้องอาศัยการตรวจภายในและ/หรือการตรวจทางทวารหนักเป็นสำคัญเพื่อหาตำแหน่งและช่วยในการประเมินความรุนแรงของโรค ความผิดปกติที่อาจตรวจพบ ได้แก่ มดลูกโต คลำพบตุ่มแข็งกดเจ็บด้านหลังมดลูก มดลูกเอียงหรือคว่ำหลังจากการมีพังผืดดึงรั้ง และคลำพบก้อนหรือถุงน้ำบริเวณรังไข่ ในกรณีที่ผลการตรวจร่างกายยังไม่ชัดเจน แพทย์อาจทำการตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก หรือแม้แต่การส่องกล้องตรวจภายในช่องท้องก็จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มีแนวทางการรักษาอย่างไร

แนวทางการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ประกอบด้วย

            1. การใช้ยา ได้แก่

                        – ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพื่อช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและอาการปวดท้องน้อย

                        – ยาฮอร์โมน ซึ่งมีทั้งยากิน ยาฉีด และห่วงฮอร์โมนสำหรับใส่ในโพรงมดลูก ตัวอย่างเช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม โปรเจสติน danazol ยาฉีดคุมกำเนิด (DMPA) ห่วงฮอร์โมน (levonorgestrel) และยาฉีด GnRH agonist เหล่านี้ต่างก็ออกฤทธิ์กดการทำงานของรังไข่ ทำให้รอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เกิดการฝ่อ จึงช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและอาการปวดท้องน้อยได้ แต่การรักษาวิธีนี้ย่อมมีผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ในขณะที่ใช้ยา ดังนั้นหากผู้ป่วยต้องการมีบุตรจึงควรให้การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเอารอยโรคออก

            2. การผ่าตัด

            จุดมุ่งหมาย คือ การตัดเอารอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกให้หมดหรือตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำให้กายวิภาคของอวัยวะต่างๆในอุ้งเชิงกรานกลับมาเป็นปกติ ซึ่งวิธีมาตรฐานของการผ่าตัดรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ การผ่าตัดผ่านทางหน้าท้องโดยใช้กล้อง เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็ว และที่สำคัญคือมีโอกาสเกิดพังผืดภายหลังการผ่าตัดน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังต้องการมีบุตร ส่วนการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องนั้นควรใช้เฉพาะกรณีที่รอยโรคเป็นรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการใช้กล้อง และผู้ป่วยไม่มีความต้องการมีบุตรแล้ว

            อย่างไรก็ตาม หากรอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไม่รุนแรงและผู้ป่วยมีภาวะมีบุตรยากร่วมด้วย การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดอาจไม่ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ในกรณีนี้ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การกระตุ้นการตกไข่และฉีดน้ำเชื้อ การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นต้น

มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำภายหลังการผ่าตัด

            ในการผ่าตัดเอารอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกนั้นทำได้เฉพาะกับรอยโรคที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเอาออกไม่หมด ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาต่อภายหลังการผ่าตัดพบว่ามีโอกาสที่โรคจะกลับเป็นซ้ำได้ราวร้อยละ 5 ถึง 20 ต่อปี หรือร้อยละ 40 ในเวลา 5 ปี ดังนั้นผู้ป่วยที่ยังไม่ต้องการมีบุตรในทันทีจึงควรได้รับการรักษาต่อเนื่องด้วยการใช้ยาฮอร์โมน ส่วนในรายที่ต้องการมีบุตรนั้น ช่วงเวลาดีที่สุดที่จะมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ในช่วง 1 ปีแรกภายหลังการผ่าตัด ซึ่งหากยังไม่ประสบผลสำเร็จก็ควรได้รับการรักษาด้วยเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ต่อไป ส่วนในกรณีที่รอยโรคค่อนข้างรุนแรงและผู้ป่วยไม่ต้องการมีบุตรแล้ว การผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกทั้งหมดจะช่วยให้หายขาดจากโรคได้ แต่ก็มีข้อเสีย คือ ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนเวลาอันควร ในกรณีนี้จึงอาจจำเป็นต้องให้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อช่วยลดอาการต่างๆของภาวะวัยทอง ซึ่งฮอร์โมนที่ให้เสริมในวัยทองนี้มีปริมาณฮอร์โมนน้อยเมื่อเทียบกับฮอร์โมนจากรังไข่จึงแทบไม่มีผลกระตุ้นให้โรคกลับเป็นซ้ำในระหว่างที่ใช้ยา