การลบรอยสักด้วยเลเซอร์

การลบรอยสักด้วยเลเซอร์

ผศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา
                    ศูนย์เลเซอร์ผิวหนังและศัลยกรรมผิวหนัง
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เคลียร์รอยสักให้คลีนด้วยเลเซอร์
         
รอยสักเป็นอีกแฟชั่นที่ฮิตกันมาหลายยุคหลายสมัย บ้างก็สักเพราะชอบลายนั้นจริงๆ บ้างก็สักถือเคล็ด บ้างก็สักตามแฟชั่นในช่วงนั้นๆ แต่เมื่อเบื่อกับแฟชั่นแล้วอยากจะลบรอยสักขึ้นมาล่ะจะทำได้อย่างไร เป็นคำถามที่เราตามไปหาคำตอบมาให้ กับวิธีการลบรอยสักด้วยเลเซอร์

การลบรอยสักด้วยเลเซอร์
         
ส่วนใหญ่กลุ่มคนที่มาลบรอยสักจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องลบรอยสักนั้นจริงๆ เช่น คนไข้ที่เคยสักมาตั้งแต่สมัยอายุยังน้อย แล้วอยากจะรับราชการ ทหาร ตำรวจ ที่มีรอยสักไม่ได้ ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นพวกที่ต้องการลบรอยสักแบบแฟชั่น อย่างเช่น ช่วงนี้เป็นแฟชั่นสักลายนี้ก็อยากทำ พอเวลาผ่านไปก็อยากเอารอยสักออก บางคนสักชื่อแฟนเก่าไว้พอเลิกกันแล้วก็อยากจะมาลบก็มีเช่นเดียวกัน หรือบางคนสักคิ้วไว้ แล้วพออายุมากแล้วคิ้วตกลงมาก็อยากจะลบแล้วทำใหม่ก็มี กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่า
         
ซึ่งวิธีการที่จะลบรอยสักให้เกิดแผลเป็นน้อยที่สุดและปลอดภัยด้วย คือ การใช้เลเซอร์ เลเซอร์ที่จะใช้ในการลบรอยสักนั้น แพทย์จำเป็นต้องดูก่อนว่ารอยสักของผู้ที่จะมาลบนั้นเป็นสีอะไร เพราะรอยสักแต่ละสีก็ต้องใช้เลเซอร์ต่างเครื่องกันในการลบ นั่นคือเลเซอร์เครื่องนึงจะไม่สามารถลบรอยสักได้ทุกสี ฉะนั้นคนไข้ที่สักหลายๆ สีจำเป็นต้องใช้หลายๆ เครื่องมาลบด้วยเช่นกัน การสักสีเดียวลบง่ายกว่าเพราะใช้เพียงเครื่องเดียวในการลบ สีที่ลบง่ายจะเป็นพวกสีดำ สีเขียว แต่ที่ลบยากจะเป็นพวกสีแดง สีเหลือง สีส้ม และหลังๆ เริ่มมีความนิยมในการสักเป็นสีเนื้อหรือสีออกขาวซึ่งจะลบยากมากขึ้นไปอีก เนื่องจากเวลาแพทย์ยิงเลเซอร์ไปนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นสีดำ พอเปลี่ยนสีแล้วจะทำให้จำนวนในการลบแต่ละครั้งเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ความถี่ในการยิงเลเซอร์
         
โดยทั่วไปในการลบรอยสักนั้นแพทย์จะคุยกับคนไข้ก่อนว่าลบครั้งเดียวไม่หายหมด ส่วนใหญ่แล้วจะนัดคนไข้กลับมาทำทุก 1-2 เดือน แล้วทำทุกครั้งก็จะมีแผลทุกครั้ง บริเวณที่ทำก็ต้องหลบแดด เพราะว่าถ้าให้บริเวณที่ทำนั้นโดนแดดอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงในการทำเลเซอร์เยอะขึ้น ประสิทธิภาพในการลบต่ำลง และเกิดผลข้างเคียงตามมา อย่างเช่น รอยดำจากการทำเลเซอร์
         
โดยทั่วไปขั้นตอนการสักนั้นไม่ยาก สามารถสักทั้งหมดได้ในวันเดียว แต่การลบรอยสักนั้นใช้เวลาเป็นปี โดยเฉลี่ยในการลบแค่สีเดียว
5-8 ครั้งกว่าจะจาง โดยทำทุก 1-2 เดือน การทำเลเซอร์อาจมีผลทำให้เกิดแผลซึ่งการหายนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละแผล อาจจะมีความไม่สม่ำเสมอของสีผิวบริเวณที่เราลบเกิดขึ้นได้ เพราะเลเซอร์จะไปโดนสีผิวจริงๆ ของเรา ทำให้โอกาสที่ผิวจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนการสักนั้นทำได้ค่อนข้างยาก

ปัจจัยที่มีผลต่อการลบรอยสัก
         
1. ขนาดของรอยสักจะเล็กหรือใหญ่อาจไม่ได้มีผลเท่ากับสี เพราะอย่างที่บอกไปว่าแต่ละสีจะมีความยากง่ายในการลบต่างกัน
            2.
ตำแหน่งของร่างกายที่สักจะมีผลในเรื่องการเกิดแผลเป็นหลังจากการลบรอยสัก อย่างเช่นบริเวณหลัง หน้าอก บริเวณนี้จะเป็นตำแหน่งที่ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็เกิดแผลเป็นง่ายกว่าปกติอยู่แล้ว อาจจะต้องมีข้อควรระวังเพิ่มขึ้น แต่มีบางตำแหน่งอย่างที่ลบยากจะเป็นพวกสักอายไลน์เนอร์เป็นตำแหน่งใกล้ตา ซึ่งเลเซอร์ที่ใช้ในการลบพวกนี้จะเป็นอันตรายกับจอประสาทตา ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่จะทำให้ตาสูญเสียการมองเห็นได้
            3.
เรื่องของระดับความลึก ถ้าสักเป็นลักษณะ Professional Tattoo หรือใช้เครื่องสักจะลบไม่ยาก เพราะระดับของการสักนั้นอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันถ้าสักแบบพวกมือสมัครเล่น การสักจะอยู่คนละระดับกัน ทำให้ยิ่งลบยาก พวกนี้จะค่อนข้างซับซ้อน

การดูแลหลังการทำเลเซอร์
         
การดูแลหลังทำเลเซอร์สำหรับในช่วงที่มีแผล ต้องดูแลตามวิธีของการทำเลเซอร์แต่ละอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภายหลังการทำเลเซอร์พวกนี้จะมีแผล แพทย์ก็จะให้ครีมคนไข้ไปทาและห้ามโดนน้ำก่อน ในช่วง 1-2 วัน หลังจากนั้นต้องทาครีมดูแลแผลจนกว่าสะเก็ดจะหลุดและแผลจะหาย จำเป็นต้องทาครีมกันแดด ไม่โดนแดดในบริเวณที่ทำเลเซอร์ และรอจนครบกำหนดการทำเลเซอร์อีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเกิดวนเวียนซ้ำๆ ทุกครั้งที่คนไข้มาทำเลเซอร์เพื่อลบรอยสัก

แพทย์แนะนำ
         
แนะนำคนที่คิดจะสักก่อนว่า ถ้าอยากจะสักอยากจะให้คิดให้ดีก่อนจะสัก เพราะของพวกนี้ทำไปแล้วมันจะอยู่กับเราไปตลอด ถ้าคุณคิดว่าคุณชอบรอยสักนั้นแล้วจะอยู่กับรอยนั้นจริงๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดจะสักเพราะแฟชั่นแนะนำให้ติดสติกเกอร์ดีกว่า เพราะอย่างน้อยเราก็ยังเอาออกได้ง่าย การลบรอยสักมันจะมีกระบวนการที่มันยากกว่า ซึ่งคนที่ต้องการจะลบต้องเตรียมใจสำหรับการผ่านกระบวนการอย่างที่กล่าวมาด้วย เพราะมันใช้เวลานาน แผลอาจจะไม่สวย และเสียเวลานานกับการดูแลแผล ที่สำคัญต้องทำใจกับสีผิวที่ไม่เหมือนเดิม นั่นคือสิ่งที่อยากให้คนไข้คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจมาทำ