หลักการใช้ยาในผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หลักการใช้ยาในผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

หลักการใช้ยาในผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

หลักการใช้ยาในผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


1. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นโรคที่เกิดจากเยื่อบุหลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ  ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้   มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น)  การสูดยา หรือพ่นยาสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลมเข้าหลอดลมให้มากขึ้น และ /หรือ รับประทานยาขยายหลอดลม  และ /หรือ ยาแก้ไอ  เป็นการรักษาที่ทำให้การอักเสบในเยื่อบุหลอดลมลดน้อยลง ทำให้อาการไอ หอบเหนื่อย หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว  หรือมีเสมหะในหลอดลมลดน้อยลง แต่การรักษาดังกล่าวเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เมื่อหยุดการรักษาดังกล่าว และผู้ป่วยสัมผัสกับเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการอีกดังเดิม  ดังนั้นผู้ป่วยจะลดการรักษาและการใช้ยาดังกล่าวได้หรือไม่ อยู่ที่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย คือ

1.1) ผู้ป่วยต้องรู้ว่าสิ่งใดทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ต้องหลีกเลี่ยง โดยการสังเกตว่า อะไรคือเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น  เมื่อผู้ป่วยมีอาการทางหลอดลม ก่อนหน้านั้นภายใน ½ -1 ชั่วโมง ต้องมีเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางหลอดลม เพราะอาการทางหลอดลมย่อมเกิดจากเหตุที่ไปกระตุ้นเยื่อบุหลอดลม (ไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่เกิด) ถ้าผู้ป่วยไม่ทราบว่าเหตุคืออะไร ผู้ป่วยก็จะสัมผัสกับเหตุดังกล่าวอยู่เรื่อยๆ ผลก็คือผู้ป่วยจะมีอาการทางหลอดลมเรื่อยๆ และก็ต้องรักษาและใช้ยาไปเรื่อยๆ แต่ถ้าผู้ป่วยทราบว่าเหตุที่ทำให้เกิดอาการทางหลอดลมคืออะไร (จากการสังเกต) และเหตุนั้นผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงได้ อาการทางหลอดลมซึ่งเป็นผลก็จะไม่เกิด ทำให้ไม่ต้องใช้ยา  และผู้ป่วยเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้เกิดอาการนั้น ซึ่งเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ แต่ถ้าเหตุนั้นเป็นเหตุที่ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ( เช่น อากาศเปลี่ยน, ฝนตก) ผู้ป่วยควรทำใจยอมรับว่าเมื่อมีเหตุ ผลหรืออาการทางหลอดลมก็ต้องเกิด ก็อาจจำเป็นต้องรักษาหรือใช้ยาในการบรรเทาอาการทางหลอดลม

เหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ได้แก่

            - ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ

            - ของฉุน, ฝุ่น, ควัน, อากาศที่เปลี่ยนแปลง, อาหารบางชนิด

            - การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  หรือ หวัด

            1.2) ผู้ป่วยต้องรู้ว่าสิ่งใดทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ต้องปฏิบัติ ได้แก่ การออกกำลังกาย แบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30  นาที  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3  วัน  [การออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น วิ่ง, เดินเร็ว, ขึ้นลงบันได, ว่ายน้ำ,  ขี่จักรยานฝืด (แบบปรับน้ำหนักได้เช่น  ใน FITNESS),  เต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน  หรือบาสเกตบอล]

2. เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตามข้อ 1.1) และ 1.2) ได้แล้ว ก็จะสามารถลดการรักษา และการใช้ยาลงได้  ควรค่อยๆ ลดการรักษาและการใช้ยาลง ดังนี้

2.1) ถ้าแพทย์แนะนำให้สูดยา หรือพ่นยาสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลมเข้าหลอดลม,  รับประทานยาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอ  2 สัปดาห์ แล้วอาการดีขึ้น ขั้นต่อไปคือ

                        - ลดยาสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลม สูด หรือพ่นเข้าหลอดลมลงครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) เช่น เดิมใช้ยาสูด หรือพ่นเข้าหลอดลม 2 puff เช้า-เย็น อาจลดเหลือ 1 puff เข้าหลอดลม เช้า-เย็น(ใน 1 เดือน)
                        - ยากิน (ยาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอ)  เวลามีอาการทางหลอดล
 (ใน 1 เดือน)

2.2) ถ้าใช้ยาต่อไปอีก 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วผู้ป่วยอาการไม่มากขึ้นหลังลดยา แสดงว่าผู้ป่วยปฏิบัติตามข้อ 1.1) และ 1.2) ได้พอสมควร ก็พิจารณาลดการรักษาและการใช้ยาต่อดังนี้คือ

- ลดยาสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลม สูด หรือพ่นเข้าหลอดลมลงครึ่งหนึ่ง

(ร้อยละ 50) เช่น เดิมใช้ยาสูด หรือพ่นเข้าหลอดลม 1 puff เช้า-เย็น อาจลดเหลือ 1 puff เข้าหลอดลม ตอนเช้า หรือ 1 puff เข้าหลอดลมตอนเย็น หรือ 1 puff เข้าหลอดลมก่อนนอน (ใน 1 เดือน)

- ยากิน (ยาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอ)  เวลามีอาการทางหลอดลม (ใน 1 เดือน)

2.3) ถ้าใช้ยาตามคำแนะนำดังกล่าวไป 1 เดือน แล้วผู้ป่วยมีอาการไม่มากขึ้นหลังลดยา แสดงว่าผู้ป่วยปฏิบัติตามข้อ 1.1) และ 1.2) ได้ดีพอสมควร ก็อาจพิจารณาหยุดการรักษาและการใช้ยาทั้งหมด และให้ผู้ป่วยทำการรักษา และใช้ยาเวลามีอาการทางหลอดลม

2.4) ในระหว่างการลดการรักษาและยาในข้อ 2.1) และ 2.2) ถ้าผู้ป่วยสัมผัสกับเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางหลอดลมมากขึ้น ให้ผู้ป่วยสังเกตว่าเหตุอะไรที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น  หลังจากนั้นปรับการรักษาและยา เพื่อให้การอักเสบหรืออาการทางหลอดลมของผู้ป่วยหายเร็วสุด เช่น กลับมาสูด หรือพ่นยาสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลมขนาดสูงสุด เช่น สูด หรือพ่นยาเข้าหลอดลม 2 puff เช้า-เย็น และกินยายาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอ  การปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าวจะให้นานเพียงใด ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแต่แรก  ถ้าเหตุลดเมื่อใด เมื่อนั้นก็สามารถหยุดการสูดยา หรือพ่นยา, กินยาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอดังกล่าวได้  การปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าวควรทำเร็วที่สุดหลังเกิดอาการทางหลอดลมเนื่องจากเยื่อบุหลอดลมของผู้ป่วยนั้นไวมากผิดปกติ จึงมักเกิดอาการทางหลอดลมได้ง่าย แต่หายยาก  หลังสัมผัสเหตุ และมีอาการทางหลอดลม จึงไม่ควรรอนานในการปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าว  เปรียบเสมือนเราเห็นไฟไหม้บ้าน ควรจะรีบดับไฟให้เร็วที่สุด (ตัดไฟแต่ต้นลม) เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปยังบ้านทั้งหลัง ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการที่ปล่อยให้เยื่อบุหลอดลมอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน

2.5) แต่เมื่อปรับการรักษา และการใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการของผู้ป่วยไม่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องนึกถึงเพื่อที่จะแก้ไขให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้ มี 2 ข้อ คือ

            2.5.1) เหตุในข้อ 1.1) อาจจะมากกว่าการรักษา และการใช้ยาที่เราปรับขึ้นไป

            2.5.2) การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย เมื่อมีอาการทางหลอดลม อาจจะไม่ถูกต้อง  การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อมีอาการทางหลอดลมคือ

                           - ควรพยายามหลีกเลี่ยงอากาศเย็นโดยเฉพาะแอร์ พัดลมเป่า การดื่มหรืออาบน้ำเย็น การรับประทานไอศกรีม ถ้าต้องการเปิดแอร์ ควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่า 25 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้อากาศเย็นจนเกินไป ในกรณีที่ใช้พัดลม ไม่ควรเปิดเบอร์แรงสุด และควรให้พัดลมส่ายไปมา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศจากเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมโดยตรง  ควรนอนอยู่ห่างจากเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมพอสมควร หรือไม่ให้อยู่ในทิศทางของลม  ไม่ควรเปิดแอร์หรือพัดลมจ่อ  

                            - ควรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ โดยเฉพาะเวลานอน เนื่องจากปัจจุบัน เรามักจะเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมขณะนอนหลับ เช่น นอนห่มผ้า ถ้าจะให้ดี ควรใส่ถุงเท้า หรือผ้าพันคอ หรือหมวก เวลานอนด้วย   ในกรณีที่ไม่ชอบห่มผ้า หรือห่มแล้วชอบสะบัดหลุดโดยไม่รู้ตัว  ควรใส่เสื้อหนาๆ หรือใส่เสื้อ 2 ชั้น และกางเกงขายาวเข้านอน

                            - ควรดื่มหรืออาบน้ำอุ่น และควรปิดปาก เวลาไอ ด้วยผ้าเช็ดหน้า  ควรดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ ในช่วงที่ไม่สบาย ควรมีแก้วน้ำอยู่ข้างๆตัวตลอด ไม่ว่าจะทำงาน  ดูโทรทัศน์  อ่านหนังสือ  ฟังเพลง ควรจิบน้ำไปเรื่อยๆ เนื่องจากน้ำเป็นยาละลายเสมหะที่ข้นเหนียวได้ดีที่สุด

ถ้าผู้ป่วยอยากให้อาการทางหลอดลมดีขึ้น หลังจากปรับการใช้ยาดังกล่าวแล้ว สิ่งที่ควรจะทำคือ พยายามหาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางหลอดลมครั้งนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงหรือลดเหตุดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยว่าถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์หรือไม่ แต่ถ้าผู้ป่วยเห็นเหตุและปฏิบัติตัวถูกต้องแล้ว แต่เหตุนั้นมากกว่าการรักษา และการใช้ยาที่ปรับขึ้นไป และไม่สามารถลดหรือหลีกเลี่ยงเหตุดังกล่าวได้ ก็อาจจำเป็นต้องแก้ปลายเหตุโดยปรับการใช้ยาเพิ่มขึ้น เช่น อาจสูดยา หรือพ่นยาสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลมเข้าหลอดลม, กินยาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอมากกว่าวันละ 2 ครั้ง เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อาการทางหลอดลมของผู้ป่วยยากที่จะคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด  เมื่อสัมผัสกับเหตุที่คาดไม่ถึง ก็มักจะทำให้มีอาการทางหลอดลมได้ทันที ผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังนี้ จึงควรมียาสูดหรือยาพ่นสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลม, ยาขยายหลอดลม, ยาแก้ไอ ติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ  ควรพกยาสูดหรือยาพ่นสเตียรอยด์ และ/ หรือยาขยายหลอดลม และยากินไปด้วยเสมอ  เมื่อมีอาการหลังสัมผัสเหตุ จะได้มียาไว้ใช้ทันท่วงที เหมือนกับเรามีน้ำเตรียมไว้ดับไฟไหม้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม  เท่านี้ผู้ป่วยก็สามารถอยู่กับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังนี้ได้อย่างมีความสุขตลอดไป