คุณภาพชีวิต

โดย ผศ.นพ.โรจน์รุ่ง สุวรรณสุทธิ

ทุกวันนี้ภาวะโลกร้อนเป็นที่ตื่นตัวกันไปทั้งโลก  เพราะทุกคนทั้งโลกเริ่มตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับทุกๆ  คน  แม้ว่าในขณะนี้จะบ่นกันเพียงแต่ว่ามันร้อนขึ้นกว่าแต่ก่อน  การออกข่าวสารคดีต่างๆ  ที่ให้ความรู้  เป็นการเตือนชาวโลกล่วงหน้าถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติต่างๆ  หรือแผ่นดินไหวที่ทำให้มีคนตายคราวละมากๆ  ก็เป็นตัวอย่างที่พอให้เห็นได้ในปัจจุบัน  การให้ความรู้กับชาวโลกเป็นไปอย่างกว้างขวาง  และมีการศึกษาอย่างละเอียดที่จะชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่สำคัญที่จะทำให้โลกร้อนขึ้น  ก็มาจากการกระทำของมนุษย์นั่นเอง  มีความพยายามขอความร่วมมืออย่างกว้างขวาง  ที่จะให้มนุษย์หยุดพฤติกรรมต่างๆ  ที่จะส่งผลกระทบต่อสาเหตุที่จะทำให้โลกร้อนมากยิ่งขึ้น  แต่ก็ดูเหมือนว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้โลกร้อนนั้น  ถูกละเลยที่จะพูดถึงก็คือ  “กิเลสภายในจิตใจของมนุษย์”  ที่เห็นแก่ได้  เอาแต่ประโยชน์ตน  โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะติดตามมาเช่น  การตัดไม้ทำลายป่า  เป็นต้น


กิเลสในจิตใจของมนุษย์  มีอยู่  3  ประการเท่านั้นเอง  คือ  ไฟโทสะ  ไฟโลภะ  และไฟโมหะ   ซึ่งเผาผลาญอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์อยู่ทุกคืนทุกวัน  ทำให้เร่าร้อนหาความสงบสุขไม่ได้  แต่ไฟโมหะนั้นเป็นไฟแห่งความหลง  มนุษย์  จึงไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง  จึง    “ตั้งอยู่ในความประมาท”  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  ปล่อยกายและใจให้หลงคิดว่าวัตถุกามทั้งหลายเป็นความสุข  จึงพาชีวิตไปอยู่ในวังวนแสวงหาซึ่งความสุขจอมปลอมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น  ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่น  และทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมด้วยความเห็นแก่ตัว  ยิ่งถ้าไม่ได้อะไรสมดังใจปรารถนาแล้วละก็ไฟแห่งโทสะก็จะพุ่งพล่านเผาผลาญไปทั่ว  ทำให้เกิดความทุกข์  ความเดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่นให้เกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้  ความร้อนในจิตใจของเราจึงเป็นความร้อนที่อันตรายยิ่งกว่าภาวะโลกร้อน  ที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางมากนัก  และยิ่งถ้าไม่ได้มีการแก้ไขความร้อนจากไฟกิเลสทั้ง  3  กองนี้ด้วยแล้ว  การที่จะแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย  เพราะแก้อย่างหนึ่งได้ก็จะมีความเดือดร้อนอย่างอื่นต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด


คุณภาพชีวิตที่ดีนั้น  มนุษย์จะต้องมีความสุขพร้อม  และเป็นความสุขที่แท้จริง  ไม่ใช่ความสุขด้วยอำนาจของกามกิเลส  ซึ่งเป็นความสุขที่จะมีความทุกข์ติดตามมา  เปรียบเสมือนปลาที่กินเหยื่อที่มีเบ็ดซ่อนอยู่ภายใน  ตอนแรกที่กินเหยื่ออาจจะรู้สึกอร่อยหอมหวาน  แต่หลังจากนั้นก็จะต้องเจ็บปวดเพราะมีเบ็ดเกี่ยวปากมีความทุกข์จนทำให้สิ้นชีวิตได้เลย  สิ่งที่จะนำความสุขที่แท้จริงมาให้กับมวลมนุษย์คือธรรมะในพระพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ  แล้วนำมาสั่งสอนให้ทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้รู้ตาม  อันเป็นธรรมเครื่องดับทุกข์อย่างแท้จริง  ซึ่งพิสูจน์ได้เป็นครั้งแรกในโลกก็คือ  การแสดงธรรมที่มีชื่อว่าธัมมะจักกัปปวัตตนสูตรอันเป็นปฐมเทศนา  ซึ่งพระโกณฑัญญะเมื่อฟังและปฏิบัติตามแล้วสามารถมีดวงตาเห็นธรรม  ขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา  ต่อมาก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์  ดับความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง  ด้วยธรรมะที่เรียกว่าอริยสัจ  4   นั่นเอง


คุณภาพชีวิตของเรานั้น  คงไม่ได้ปรารถนาที่จะให้มีความสุขถึงระดับพระอรหันต์  แต่เราก็ต้องการความสุขที่แท้จริงอันเกิดจากการดับไฟกิเลสทั้ง  3  กอง  เป็นระยะๆ  หรือควบคุมไฟทั้ง  3  กอง  ให้อยู่ในระดับปรกติที่ไม่มาทำอันตรายต่อตัวเราหรือผู้อื่น  ด้วยหลักธรรมที่เรียกว่า  ทางสายกลาง  หรืออริยมรรคมีองค์ 8 กล่าวโดยย่อคือศีล  สมาธิ  และปัญญา  ซึ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาประยุกต์ให้ชาวไทยได้นำมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต  คือ  “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  ซึ่งมีอยู่ 3 ประการหลักคือ



  • หลักเหตุผล คือ ใช้เหตุผลในการกระทำทุกอย่างไม่ทำอะไรตามความชอบ  หรือความอยากของตนเอง  ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์  ยึดกฎระเบียบมีวินัย  มีความรับผิดชอบต่อทั้งตนเองและส่วนรวม
  • หลักของความพอเพียง  คือทำอะไรแต่เพียงพอดี  ไม่โลภมาก  รู้จักความถูกต้อง  เหมาะสมของความสมดุลของธรรมชาติ  ไม่ทำลายระบบนิเวศ  เคารพอาวุโส  วัฒนธรรมประเพณี  รู้จักความพอดีของสังคมชุมชน
  • หลักภูมิคุ้มกัน คือ สร้างสติปัญญาให้รู้เท่าทันต่อกลอุบายการหลอกลวงของผู้อื่น  และเท่าทันต่อการชักจูงของกิเลสตัณหาภายในจิตใจของตนเอง  ซึ่งจะทำให้ต้องเป็นผู้ซึ่งใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา  หมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง  ไม่เป็นผู้ดื้อรั้น  พัฒนาได้  รู้จักคบบัณฑิต  อยู่ใกล้กัลยาณมิตร  ห่างไกลจากคนพาล  และเป็นผู้ที่อดทนขยันหมั่นเพียร  ซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น

ถ้าปฏิบัติได้ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย  “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ดังกล่าวแล้ว เชื่อได้แน่นอนว่าจะต้องมี “คุณภาพชีวิต” ที่ดี มีความสุขสมบูรณ์ ด้วยลาภยศสรรเสริญทั้งปัจจุบันและอนาคต

 

< กลับหน้าสาระน่ารู้