หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


การทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบและทรงคิดค้นแนวทางพัฒนาเพื่อมุ่งสู่ประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด โดยมีแนวทางในการทรงงานดังต่อไปนี้

  • ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ  คือ  การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่งพระองค์ท่านศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น เอกสาร แผนที่ รายละเอียดต่างๆ ตลอดจนสอบถามจากเจ้าหน้าที่ และราษฎรในพื้นที่ เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  • ระเบิดจากข้างใน  คือ  เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก
  • ทำตามลำดับขั้น  คือ  ในการทรงงานของพระองค์จะทรงเริ่มต้นจากสิ่งจำเป็นของประชาชนที่สุดก่อน  และหลังจากนั้นจึงเชื่อมโยงไปถึงประโยชน์ด้านอื่นๆต่อไป
  • ภูมิสังคม  คือ  การพัฒนาใดๆก็ตาม  ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร  และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่น
  • ประหยัด  เรียบง่าย  ได้ประโยชน์สูงสุด  คือ  การพัฒนาและช่วยเหลือราษฎรนั้น  ทรงใช้หลักในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด  ราษฎรสามารถทำได้เองหาได้ในท้องถิ่น  และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ  มาแก้ไขโดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากนัก
  • ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ  คือ  พระองค์ทรงเข้าใจในหลักธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ  จะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ  อาทิ  ยกตัวอย่าง  การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง  ได้แก่ ปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ผลและไม้ฟืน นอกจากได้ประโยชน์ตามชื่อของไม้แล้ว  ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดินด้วยธรรมชาติและมนุษย์ต้องเกื้อกูลกัน
  • แก้ปัญหาที่จุดเล็ก  คือ  พระองค์ท่านทรงมองปัญหาในภาพรวมก่อนเสมอ  แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ  คือ  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักมองข้าม  ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่ง  ความว่า  “ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก  เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน”  
  • ทำให้ง่าย  คือ  พระองค์ท่านทรงโปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย  ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย  โดยสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศโดยส่วนรวม  อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎแห่งธรรมชาติเป็นแนวทางนั่นเอง

  • ไม่ติดตำรา  คือ  การพัฒนาตามแนวพระราชดำรินั้น  มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ  ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทยปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ  เช่น  การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสียหรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำหรือการบำบัดน้ำเน่าเสียโดยให้ผักตบชวาซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ  เป็นต้น
  • ปลูกป่าในใจคน  คือ  พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นการแก้ไขปัญหาการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติด้วยการปลูกจิตสำนึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน เพื่อให้พวกเขารักและดูแลผืนป่าของตนเองด้วยตนเอง
  • มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก  คือ  ทรงเห็นว่า  การทำงานทุกอย่างของข้าราชการนั้นมีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ทุกๆประการให้บริสุทธิ์  บริบูรณ์  โดยเต็มกำลังสติปัญญา  ความรู้  ความสามารถ
  • การมีส่วนร่วม  คือ  พระองค์ทรงเป็นนักประชาธิปไตย  จึงทรงนำ  “ประชาพิจารณ์”  มาใช้ในการบริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน  ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น”  สำคัญที่สุดต้องหัดทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น ฟังความคิดเห็น  วิพากวิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด

  • ขาดทุน คือ กำไร  คือ  จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งนั้น  ความว่า  “เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีก็ต้องลงทุน  ต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็น ร้อย พัน หมื่น ล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดี กินดี ราษฎรได้กำไรไป”
  • บริการรวมที่จุดเดียว  คือ  พระองค์ท่านทรงแปรเปลี่ยนการทำงานที่มักจะแบ่งแยกกันทำมาเป็นการร่วมมือร่วมใจโดยไม่มีเจ้าของและสามารถอำนวยประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน จึงเกิดรูปแบบการบริหารที่เป็นการ “บริการรวมที่จุดเดียว” และ “การบริการแบบเบ็ดเสร็จ” หรือ “One Stop Service” ขึ้น 
  • การพึ่งตนเอง  คือ  การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ  “พึ่งตนเองได้”  ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “...การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ – ก่อน  เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด” เพราะผู้มีอาชีพและฐานะที่จะพอพึ่งพาตนเองได้ย่อมพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นไปได้
  • พออยู่พอกิน คือ จากประสบการณ์ที่พระองค์ท่านได้เสด็จเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชน จึงทรงสามารถเข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัญหาได้อย่างลึกซึ้งว่ามีเหตุผลมากมายที่ทำให้ราษฎรตกอยู่ในวงจรแห่งทุกข์เข็ญ  จากนั้นได้พระราชทานความช่วยเหลือให้พสกนิกร มีความกินดีอยู่ดี มีชีวิตอยู่ในขั้น “พออยู่พอกิน” ก่อนแล้วจึงขยับขยายให้ก้าวหน้าต่อไป
  • ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปอยู่บนทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ “ความพอเพียง” หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก  และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติทุกระดับให้มีความมั่นคงต่อคุณธรรม  คือ มีความซื่อสัตย์ อดทน ความเพียร ความรอบคอบและต้องใฝ่รู้ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยสม่ำเสมอ
  • องค์รวม  ( Holistic)  คือ พระองค์ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวมหรือมองอย่างครบวงจร ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้นจะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น  และแนวทางแก้ไขเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เช่น กรณีของ “ทฤษฎีใหม่” เป็นต้น
  • การให้  (ทฤษฎีโดมิโน) คือ สิ่งที่พระองค์ทำอยู่นั้น  ทรงใช้หลักสังฆทาน  คือ  “ให้เพื่อให้” โดยเป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  ไม่เลือกผู้ให้  แต่ให้ในฐานะของเพื่อนมนุษย์และทรงเล่าให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ถึงเหตุของทฤษฎีโดมิโน ตามอเมริกาทำนายไว้ว่าหลังจากสงครามเวียดนาม – ไทย แตกแน่  นั้นกลับผิดพลาดมิได้เกิดกับประเทศไทยเพราะสังคมไทยยังเป็นสังคมที่มีการให้กันอยู่นั่นเอง

  • ทำงานอย่างมีความสุข คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญ  และทรงมีความสุขทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยรับสั่งครั้งหนึ่งว่า  “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้  นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”
  • ความเพียร  :  พระมหาชนก คือ จากพระราชนิพนธ์พระมหาชนก  เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระองค์ทรงใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งใช้ในการคิดประดิษฐ์ถ้อยคำให้เข้าใจง่ายและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน  อีกทั้งภาพประกอบและคติธรรมต่างๆได้ส่งเสริมให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่หากคนไทยน้อมรับมาศึกษาวิเคราะห์และปฏิบัติตามรอยพระมหาชนกแล้วไม่ว่าจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากใดๆ  ก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้เสมอ
  • รู้ รัก สามัคคี  คือ เป็นคำสามคำที่มีค่าและมีความหมายลึกซึ้ง  พร้อมทั้งสามารถปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย


เอกสารอ้างอิง : หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

< กลับหน้าสาระน่ารู้