(ฉบับร่าง 20/11/2543)

โครงการวัตถุประสงค์โรงเรียนแพทย์: วัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศ

คำแนะนำ

(แปลจากเอกสารของ Association of American Medical Colleges – Medical Education Projects)

http://www.aamc.org/meded/msop/informat.htm or informat.pdf

ตอนที่ 1        คำนำ

ผู้อภิปรายในคณะ Medical Informatics Advisory Panel ของ AAMC ได้เขียนคำแนะนำสำหรับวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศ เพื่อช่วยให้บัณฑิตแพทย์ในศตวรรษที่ 21 มีพื้นฐานในสาขานี้. โดยมีความสามารถในการใช้งานสารสนเทศที่สลับซับซ้อนและกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากทุกขณะ  เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ คำแนะนำฉบับนี้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์การศึกษาเชิงพฤติกรรมและแนวการปฏิบัติสำหรับโรงเรียนแพทย์

 

.       คำจำกัดความและขอบเขตของเวชสารสนเทศ

          “เวชสารสนเทศเป็นสาขาที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นในประเด็นของ ทรัพยากร, อุปกรณ์ และวิธีทางการ สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ, การสืบค้น และการบริหารจัดการ สารสนเทศทางชีววิทยาการแพทย์ เพื่อการแก้ปัญหาและการตัดสินใจทางการแพทย์”  Edward Shortliffe, M.D., Ph.D. What is Medical Informatics?

เวชสารสนเทศอุบัติขึ้นเป็นสาขาเฉพาะสืบเนื่องจากสาเหตุหลัก 3 ประการคือ

1).   ความก้าวหน้าในวิทยาการคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม

2).   ความชัดเจนมากขึ้นว่าสารสนเทศทางด้านชีวการแพทย์และคลินิกที่เกี่ยวกับผู้ป่วยไม่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยวิธีการบันทึกบนกระดาษ

3).   ความสำเร็จจากการใช้ประโยชน์ด้านการสืบค้นองค์ความรู้และการตัดสินใจแบบผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญต่อชีววิทยาการแพทย์สมัยใหม่

เวชสารสนเทศเป็นสหวิทยาการ ที่ครอบคลุมเนื้อหาในศาสตร์หลายแขนง ได้แก่ วิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science), สารสนเทศศาสตร์ (information science), ศาสตร์ด้านการรู้คิด (cognitive science), ศาสตร์ด้านการตัดสินใจ (decision science), ระบาดวิทยา (epidemiology),  โทรคมนาคม (telecommunication) และอื่นๆ นักวิจัยเวชสารสนเทศค้นพบวิธีการและเทคนิคใหม่ที่เสริมการรักษาพยาบาล, การวิจัยชีววิทยาการแพทย์ และการศึกษา โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาการเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคลินิก

 

.      Premise การศึกษา

ข้อสนับสนุนให้เวชสารสนเทศเป็นศูนย์กลางหลักสูตรแพทยศาสตร์ มาจากวัตถุประสงค์ดังนี้: เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาล  การเรียนรู้ตลอดชีวิตการศึกษา การวิจัย และการบริหารจัดการ เมื่อสำเร็จการศึกษา บัณฑิตแพทย์ควรมีความสามารถที่จะใช้สารสนเทศด้านชีววิทยาการแพทย์ในการ

·          ตั้งโจทย์ปัญหา

·          วางแผนยุทธศาสตร์ของการแก้ปัญหา

·          เก็บรวบรวม วิจารณ์และวิเคราะห์สารสนเทศ

·          ทำงานโดยอาศัยผลที่ค้นพบ

·          สื่อสารบันทึกขบวนการดังกล่าวข้างต้นและผลลัพธ์

 

.      การเรียบเรียงวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศ

ผู้อภิปรายชี้ให้เห็นบทบาทของแพทย์ที่เวชสารสนเทศมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก คือ ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต, ผู้รักษาพยาบาล, ผู้สอนหรือผู้สื่อสาร, ผู้วิจัย และผู้บริหาร วัตถุประสงค์การศึกษาการศึกษาเวชสารสนเทศถูกจำกัดอยู่ในบริบทของ 5 บทบาทนี้  ผู้อภิปรายเห็นว่าบทบาทเหล่านี้มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันในเวชปฏิบัติแต่ละวัน ยกตัวอย่างคือ แพทย์มีบทบาทหลักของผู้รักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย แต่ในขณะเดียวกันแพทย์ยังมีบทบาทอื่นๆด้วย:

·          ผู้เรียนรู้        ที่ค้นพบวิธีการรักษาใหม่จากวารสารทางชีววิทยาการแพทย์

·          ผู้วิจัย           ที่เปรียบเทียบผลการรักษาในผู้ป่วยรายนี้ กับการรักษาที่ผ่านมาในอดีต ณ

สถานพยาบาลแห่งนั้น

·          ผู้สอน          ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจในทางเลือกของการรักษา

·          ผู้บริหาร        ที่ทำให้แผนการรักษาได้ดำเนินการอย่างที่ต้องการ

การแบ่งหมวดของวัตถุประสงค์การศึกษานี้ ด้วยบทบาทของแพทย์นี้เป็นการประดิษฐ์ขึ้น  ซึ่งไม่สามารถแยกจากกันได้โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม การแบ่งหมวดนี้ อาจจะช่วยให้โรงเรียนแพทย์พัฒนาหลักสูตร และติดตามความก้าวหน้าของหลักสูตรเหล่านั้นได้

ในขณะที่เรียบเรียงวัตถุประสงค์การศึกษานี้ โดยใช้บทบาทของแพทย์ดังกล่าวแล้ว ยังคงต้องเน้นความเชื่อมโยงกับหน่วยย่อยอื่นของหลักสูตรแพทยศาสตร์ด้วย  โรงเรียนแพทย์ในปัจจุบันได้สอนวิชาที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เวชสารสนเทศสาสตร์นี้ เช่น ระบาดวิทยา, การแพทย์อิงหลักฐาน (evidence-based medicine), หรือการตัดสินใจทางการแพทย์ (medical decision making)  เป็นต้น  หลักสูตรแพทย์ส่วนใหญ่จำกัดความรู้และทักษะที่สอนนักศึกษาแพทย์ในระยะเวลา 4 ปีของการศึกษา การเพิ่มเนื้อหาใหม่เข้าไปในหลักสูตรเดิมเป็นสิ่งที่ยากมาก ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะมีความสำคัญมากเพียงใด ผู้อภิปรายเชื่อว่าการสอดแทรกและเสริมหลักสูตรปัจจุบันด้วยวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศเป็นวิธีการที่ปฏิบัติได้ผลและมีความยั่งยืน ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการตั้งหลักสูตรใหม่แยกออกมาต่างหาก  บทยุทธวิธีการปฏิบัติ จะกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นหลัก

 

.       ขอบเขตและความจำเพาะของวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศ

วิธีการ, เครื่องมือ และทรัพยากรที่พัฒนาขึ้น โดยอาศัยเวชสารสนเทศสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผลงานประจำที่แพทย์ปฏิบัติอยู่ หรือวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยังช่วยให้แพทย์สามารถกระทำในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในอดีต วัตถุประสงค์การศึกษาที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เกี่ยวข้องกับความสามารถของแพทย์ในบทบาทที่อธิบาย, เปลี่ยนแปลง, และทำให้เกิดขึ้นโดยเวชสารสนเทศ

ผู้อภิปรายเลือกที่จะอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศในลักษณะของสิ่งที่นักศึกษาควรจะกระทำได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และในลักษณะขององค์ความรู้กับเจตคติเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จำเป็นสำหรับการกระทำข้างต้น  ทั้งนี้อาศัยขอบเขตงานในสถานะ 5 บทบาทหลักเป็นกรอบ

ผู้อภิปรายไม่ได้ระบุว่างานแต่ละอย่างนั้นต้องทำอย่างไร ในลักษณะของ hardware และ software implementation การระบุวิธีการในระดับนี้ จะทำให้เอกสารฉบับนี้ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก วัตถุประสงค์การศึกษาฉบับนี้หรืออื่นๆ มีความต้องการเพียงให้เป็นแนวทางเท่านั้น แต่ละสถาบันจำเป็นต้องเสริมรายละเอียดเข้ากับวัตถุประสงค์การศึกษาเหล่านี้ โดยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความตระหนัก, ลำดับความสำคัญ และทรัพยากรที่มีของแต่ละแห่ง

ผู้อภิปรายยังแยกความแตกต่างระหว่างวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศกับวัตถุประสงค์สำหรับ "การใช้คอมพิวเตอร์เป็น" (computer literacy) ในขณะที่การใช้คอมพิวเตอร์เป็นขั้นพื้นฐานนั้น มีความจำเป็นสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีและทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างเหมาะสม ผู้อภิปรายคาดว่านักศึกษาที่เพิ่มขึ้นนั้นกำลังนำความสามารถการใช้คอมพิวเตอร์เป็นมาสู่โรงเรียนแพทย์ โรงเรียนแพทย์ทุกแห่งควรค้นหานักศึกษาที่ด้อยประสบการณ์ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ให้ได้แต่เนิ่นๆ และจัดให้มีการเสริมสร้างประสบการณ์แก่นักศึกษา

ผู้อภิปรายได้ยอมรับว่าวัตถุประสงค์การศึกษาที่เขียนขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ท้าท้าย ผู้อภิปรายยังมีเจตนาที่จะแสดงออกซึ่งมาตรฐานที่สูง และแจกแจงอย่างชัดเจนว่าสิ่งใดจะทำได้เมื่อเวลาผ่านไปในอนาคต ซึ่งจะดีกว่าการจำกัดขอบเขตไปในจุดมุ่งหมายที่สำเร็จได้ทันที

ดังที่กล่าวในส่วนของยุทธวิธีการปฏิบัติ ผู้อภิปรายสนับสนุวิธีการแนวบัณฑิตศึกษาที่มีหลักสูตรครอบคลุมวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศไว้ด้วย วัตถุประสงค์เหล่านี้เขียนขึ้นมาโดยไม่กำหนดลำดับความสำคัญไว้  ซึ่งโรงเรียนแพทย์ต้องจัดลำดับความสำคัญที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละแห่ง ให้สอดคล้องกับคุณค่าของสถาบันที่กำหนดไว้และทรัพยากรที่มีอยู่ ลำดับความสำคัญเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าวัตถุประสงค์การศึกษาอันใดจะถูกอ้างถึงในเวลาอันใกล้ และ/หรือในรายละเอียดปลีกย่อยโดยละเอียด

 

ตอนที่ 2   วัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศ

 

.       บทบาทผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต

แพทยศาสตร์ศึกษาเป็นขบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (หรืออย่างน้อยตลอดอาชีพ) โดยเริ่มจากโรงเรียนแพทย์ ขยายต่อมาในการศึกษาหลังปริญญา (แพทย์ประจำบ้าน) และสืบต่อไปในระยะเวลาของเวชปฏิบัติ การสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องอาศัยมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์เป็น ความต้องการอื่นๆ ได้แก่ การระลึกรู้ในทรัพยากรสารสนเทศทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายและในคุณค่าของทรัพยากรเหล่านั้น ที่มีต่อความต้องการในการใช้งาน, การรู้จักใช้ทรัพยากรเหล่านั้น และการระลึกรู้ในแรงจูงใจในการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต บัณฑิตแพทย์ควรที่มีความสามารถดังต่อไปนี้

1.      แสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรสารสนเทศและเครื่องมือทางสารสนเทศที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์ความรู้เหล่านี้รวมถึงการระลึกถึงทรัพยากรเหล่านี้ เนื้อหาของทรัพยากร และความจำเป็นที่ต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ ทรัพยากรสารสนเทศทางการแพทย์ที่สำคัญได้แก่ ฐานข้อมูล MEDLINE, ฐานข้อมูลบรรณานุกรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับชีววิทยาการแพทย์, แหล่งตำราและสิ่งอ้างอิง, ระบบคอมพิวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรค (diagnostic expert system) และทรัพยากรสารสนเทศทางการแพทย์บนอินเตอร์เน็ต (Internet)

2.      สืบค้นสารสนเทศ โดยที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถย่อยดังนี้

2.1         ค้นหาสารสนเทศจากฐานข้อมูล โดยใช้ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ (Boolean operator) ในลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในการใช้ภาษาทางการแพทย์, ในพจนวิทยา (terminology) และความสัมพันธ์ระหว่างพจน์ (term) กับมโนทัศน์ (concept) ทางการแพทย์

2.2         เกลากลยุทธ์การค้นหา เพื่อเพิ่มความเข้าประเด็นและความครบถ้วนของสิ่งที่สืบค้นได้

2.3         ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับฐานข้อมูลบรรณานุกรม ในการเก็บระเบียนบรรณานุกรมที่ได้จากการสืบค้นฐานข้อมูลสารสนเทศ เพื่อใช้งานส่วนบุคคล

2.4         ค้นหาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ฉบับเต็ม (full-text) ผ่านเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web, WWW) หรือห้องสมุดเสมือนจริง (virtual library) สามารถนำเอกสารมาใช้ได้ตามความต้องการ

3.    กลั่นกรอง ประเมิน และประมวลสารสนเทศ และแสดงความสามารถย่อยดังต่อไปนี้

3.1         ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความแม่นยำและความถูกต้องของสารสนเทศ

3.2         สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างชนิดของแหล่งสารสนเทศในแง่ของความทันสมัย, รูปแบบ (review v.s. original articles), ความเป็นต้นตำหรับ, ความอยู่ในประเด็นที่ต้องการ และความที่จะนำมาใช้ได้

3.3         สามารถประเมินความขัดแย้งระหว่างสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ และประมวลสารสนเทศเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้

3.4         สามารถวิจารณ์รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ได้อย่างถ่องแท้

3.5         ความรู้เกี่ยวกับการสงวนลิขสิทธิ์และลิขสิทธิ์ทางปัญหา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่สืบค้นได้ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์

4.    แสดงให้เห็นถึง "นิสัยที่ดี" หมายถึงการมีทัศนคติที่สนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิผล ได้แก่

4.1         การใช้แหล่งสารสนเทศหลายๆแหล่งร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหา

4.2         มีวิจารณญาณในคุณภาพและความถูกต้องของสารสนเทศทุกอย่าง (รวมถึงความตระหนักว่าเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มประสิทธิผลของการทำงานนั้น มีโอกาสที่จะเพิ่มความผิดพลาดชนิดใหม่ได้)

4.3         ตัดสินใจโดยใช้หลักพยานสนับสนุน เมื่อมีโอกาสเสมอ

4.4         ตระหนักว่าสารสนเทศในรูปอิเล็กทรอนิกส์ สามารถสูญหายหรือเสื่อมสภาพได้ และตระหนักถึงความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าว

4.5         สามารถใช้มาตรการความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น เลือกรหัสผ่านที่ดี, ไม่ใช้รหัสร่วมกับผู้อื่น และเปลี่ยนรหัสบ่อยๆ เป็นต้น

4.6         ระวังรักษาความลับของผู้ป่วย เพื่อนร่วมงานและสารสนเทศอื่นๆ จำเป็น

.      บทบาทของผู้รักษาพยาบาล

ผู้รักษาพยาบาลต้องสืบหาสารสนเทศเกี่ยวกับผู้ป่วยและตัดสินใจการรักษาโดยอาสัยสารสนเทศที่มีอยู่ รวมทั้งยังต้องบันทึกและส่งผ่านสิ่งที่ค้นพบ เพื่อวางรากฐานสำหรับกิจกรรมทางด้านรักษาพยาบาลโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ บัณฑิตแพทย์ควรมีความสามารถดังต่อไปนี้

1.        สืบค้นสารสนเทศเกี่ยวกับผู้ป่วยในระบบสารสนเทศทางคลินิก (clinical information system) และสามารถเลือกแสดงสารสนเทศบางอย่างของผู้ป่วยตามต้องการ

2.        แปลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยแสดงออกถึง

1.1         องค์ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดต่างๆของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1.2         ความสามารถในการใช้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกับประวัติและผลการตรวจร่างกายที่ได้จากผู้ป่วย

3.        นำความน่าจะเป็นมาใช้ในการตัดสินใจทางการแพทย์อย่างเด่นชัดโดยสามารถ

1.1         ประเมินค่าของระดับความแน่นอน (certainty) ที่มีอยู่สารสนเทศทางวิทยาศาสตร์และการรักษาพยาบาล รวมทั้งสามารถสื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจค่าเหล่านี้

1.2         ค้นหาสารสนเทศในการรักษาพยาบาลสำคัญที่ขาดหายไป และประเมินให้ได้ว่าเมื่อใดจึงสามารถให้การตัดสินใจโดยปราศจากสารสนเทศบางประการ

1.3         นำองค์ความรู้ทางสถิติมาใช้ร่วมกับองค์ความรู้จากการบอกเล่า เพื่อประกอบกับข้อมูลจริงของผู้ป่วย

4.        ใช้วิธีการสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support)  โดยนำความรู้ความเข้าใจในวิธีการนี้ มาจากตำรา, จากการใช้งานระบบผู้เชี่ยวชาญการวินิจฉัยโรค หรือจากข้อแนะนำที่มีอยู่บนระเบียนผู้ป่วยในระบบสารสนเทศโรงพยาบาล

5.        วางแผนการรักษาพยาบาล โดยสามารถ

1.1         อธิบายความน่าจะเป็นของแต่ละรายการโรคในการวินิจฉัยแยกโรค

1.2         อธิบายความเสี่ยงสัมพัทธ์และผลดีของทางเลือกในการรักษาพยาบาล

1.3         เลือกปฏิบัติโดยอาศัยสิ่งที่กล่าวข้างต้นประกอบกันอย่างมีดุลยภาพ

6.        บันทึกสารสนเทศที่เกี่ยวกับผู้ป่วย และใช้สารสนเทศร่วมกัน โดยแสดงความสามารถในการบันทึกข้อค้นพบในผู้ป่วย การสั่งการรักษาพยาบาล ลงในระบบสารสนเทศ ทั้งนี้เพื่ออำนวยการรักษาพยาบาลในอนาคต

7.        ตระหนักในการรักษาความลับของผู้ป่วยและแพทย์ โดยมีความสามารถดังนี้

7.1     องค์ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย, จรรยา, และการแพทย์ ที่เกี่ยวกับเอกสารการรักษาพยาบาลผู้ป่วย รวมถึงองค์ความรู้ในด้านการรักษาความลับ และความปลอดภัยของข้อมูล

7.2         ความสามารถในการใช้ระบบสารสนเทศที่มีมาตรการรักษาความลับ

.      บทบาทของผู้สอนหรือผู้สื่อสาร

บทบาทที่สำคัญของแพทย์คือการเป็นครู ซึ่งได้แสดงต่อผู้ร่วมงาน, นักเรียน, และผู้ป่วย ในหลายบริบท ในทุกบริบทแพทย์จะต้องสามารถสื่อสารได้เป็นอย่างดี เพื่อวางรากฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับบทบาทนี้ บัณฑิตแพทย์ควรมีความสามารถดังต่อไปนี้

1.    สามารถเลือกสรรและใช้งานแหล่งสารสนเทศสำหรับการศึกษาในวิชาชีพและการให้ความรู้ผู้ป่วย รวมถึงมีความสามารถย่อย ดังนี้

1.1         ความรู้ความเข้าใจเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับเทคโนโลยีและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน ที่มีอยู่บนอินเตอร์เน็ตหรือในรูปของซีดีรอม (CD-ROM), การประชุมผ่านวิดีทัศน์ (video conferencing) และสื่ออื่นๆ

1.2         ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่างๆ อย่างมีประสิทธิผล เช่น บททบทวนอิเล็กทรอนิกส์ และบทจำลองสถานการณ์ผู้ป่วย เป็นต้น

1.3         ความสามารถในการใช้เครื่องมือประเมินตนเอง ผ่านคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ

2.        มีทักษะในการสื่อสารเป็นอย่างดี ทั้งนี้ครอบคลุมการสื่อสารด้วยวิธีเขียน, วิธีผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และวิธีสนทนา รวมถึงความสามารถอื่นๆอีก ดังนี้

2.1         สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลิตสื่อทางการมองเห็น เพื่อประกอบการบรรยาย

2.2         สามารถผลิตเอกสารประกอบการบรรยาย ที่มีรูปภาพและตารางประกอบ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนและให้ความรู้แก่ผู้ป่วย

2.3         สามารถใช้เทคโนโลยีสื่อสารในการร่วมมือระหว่างหน่วยงานได้แก่ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  (email), วงสนทนาผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (discussion list), กลุ่มข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ (newsgroup) และการประชุมทางไกล (teleconferencing) เป็นต้น

2.4         มีองค์ความรู้เกี่ยวกับนโยบายการสื่อสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ในระดับสถาบัน

.       บทบาทของนักวิจัย

งานวิจัยมีความหมายครอบคลุมงานวิจัยชีววิทยาการแพทย์ ที่กระทำในห้องปฏิบัติการเป็นหลัก และงานวิจัยทางคลินิกที่ศึกษาผลของการรักษา แต่กิจกรรมวิจัยเหล่านี้ได้ปฏิบัติโดยแพทย์ส่วนน้อย อย่างไรก็ตามการทำงานวิจัยมิได้จำกัดอยู่ที่การวิจัยแบบทางการ (formal study) อีกทั้งความง่ายในการเข้าถึงข้อมูลในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้คำถามทางคลินิกจากแพทย์ที่มีใช่นักวิจัยเป็นอาชีพ สามารถถูกอ้างถึงด้วยการวิจัยแบบเฉพาะกิจ (ad hoc research) ด้วยเหตุผลนี้ภารกิจของแพทย์จึงได้ถูกขยายให้ครอบคลุม การศึกษาและตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยเบื้องต้นจากฐานข้อมูล ผู้อภิปรายมองเห็นว่าการใช้เครื่องมือวิจัยอย่างเหมาะสมเป็นงานสำคัญของแพทย์ทุกคน ตัวอย่างเช่น การจัดกลุ่มผู้รับการรักษาพยาบาล (practice's case mix), การประเมินระบาดวิทยาของโรค, การวัดประสิทธิผลของวิธีการรักษาใหม่ และการรับรองคุณภาพการรักษาพยาบาล เป็นต้น

นักวิจัยแพทย์ (physician-researcher) ต้องมีความรู้และความเข้าใจในแหล่งข้อมูล และใช้วิธีการทางทฤษฎีการตัดสินใจช่วยในการตั้งสมมุติฐานวิจัยที่สามารถทดสอบได้ กล่าวคือ นักวิจัยแพทย์ต้องเก็บรวบรวม, จัดเรียง , วิเคราะห์ และแปลผลข้อมูลได้ นักวิจัยแพทย์ยังควรมองเห็นคุณค่าในบทบาทสำคัญเวชสารสนเทศและการคำนวณทางชีววิทยาที่ในงานวิจัยชีววิทยาการแพทย์สมัยใหม่ ดังนั้นการวางรากฐานสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทผู้วิจัย บัณฑิตแพทย์ควรมีความสามารถดังต่อไปนี้

1.    ทราบได้ว่า ข้อมูลใดเป็นประโยชน์ต่อการตั้งคำถามทางคลินิกหรือสมมติฐาน มีความสามารถย่อย ดังนี้

1.1         สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อค้นหาแหล่งข้อมูลที่มีอยู่

1.2         มีความรู้เกี่ยวกับแหล่งข้อมูลในสถาบันประกอบวิชาชีพของบัณฑิตแพทย์ ที่สามารถเกิดประโยชน์ในการวิจัยทางคลินิก (แหล่งข้อมูลรวมถึงเวชระเบียน, ข้อมูลการอ้างสิทธิการรักษาพยาบาล ข้อมูลการเบิกค่ารักษาพยาบาล และข้อมูลที่อยู่บนสาย)

1.3         สามารถค้นหาข้อมูล ที่บำรุงรักษาโดยหน่วยงานภายนอก (เช่น กองสถิติแห่งชาติ เป็นต้น) ที่เป็นประโยชน์ในการวิจัยทางคลินิก)

2.    ดำเนินการตามแผนการเก็บรวบรวมข้อมูล และจัดเรียงข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ มีความสามารถ ย่อยดังนี้

2.1         เลือกเครื่องมือทางคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมในการจัดเก็บฐานข้อมูล เพื่อการเก็บรวบรวมและจัดเรียงข้อมูล

2.2         นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เป็นประโยชน์และช่วยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์

3.    วิเคราะห์ แปลผล และรายงาน สิ่งที่พบจากการดำเนินงานวิจัย โดยมีความสามารถย่อยในการ

3.1         เลือกซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสม ในการวิเคราะห์ข้อมูล

3.2         ใช้ซอฟต์แวร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นพื้นฐาน และการแสดงผลโดยใช้รูปกราฟฟิก

3.3         แปลผล ผลการวิเคราะห์จากซอฟต์แวร์ทางสถิติ

4.    มองเห็นคุณค่าของผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการวิจัยพื้นฐานทางชีววิทยาการแพทย์ มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เกี่ยวกับ

4.1         การอ่านรหัสพันธุกรรม และธนาคารข้อมูลพันธุกรรม

4.2         ระบบห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ

4.3         การสืบค้นบรรณานุกรมและการจัดการวารสารทางชีววิทยาการแพทย์

.       บทบาทของผู้บริหาร

แพทย์ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต้นทุน และทำการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ แพทย์ต้องทำงานเป็นกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิผล อีกทั้งแพทย์ต้องทำการบริหารจัดการตนเอง และกลุ่มได้ด้วย ต้องเข้าใจในบทบาทของตนเองในบริบทของระบบการรักษาสุขภาพโดยรวม เพื่อวางรากฐานเทคโนโลยีสารสนเทศแก่แพทย์ในบทบาทผู้บริหาร บัณฑิตแพทย์ควรมีความสามารถดังนี้

1.    มองเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการบริหารจัดการต้นทุนของการรักษาพยาบาล และคุณค่าของผลกระทบที่ได้ต่อบุคคลและสังคม อีกทั้งมีความรู้และความเข้าใจในหัวข้อต่อไปนี้

1.1         แหล่งสารสนเทศการเงินทางการแพทย์ที่อยู่บนสาย

1.2         การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการขบวนการทำงาน

1.3         ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนา, สร้าง และ เฝ้าสังเกต ความยินยอมปฏิบัติ (compliance) ที่สอดคล้องกับเกณฑ์วิธีรักษาผู้ป่วย (clinical pathways หรือ patient care protocol)

1.4         ประโยชน์ของสารสนเทศทางคลินิกในการวางแผน การบริการรักษาสุขภาพสำหรับประชาชน

2.    วางเกณฑ์และทำการตัดสินใจสำหรับบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยมีความสามารถย่อย ดังนี้

2.1         ความรู้เกี่ยวกับต้นทุนกำไรในการรักษาสุขภาพ (health care)

2.2         สามารถใช้โปรแกรมวิเคราะห์การตัดสินใจ

2.3         สามารถใช้โปรดแกรมช่วยประเมินอรรถประโยชน์ของผู้ป่วย (patient utility)

2.4         สามารถนำวิธีคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์และต้นทุนมาใช้ในการตัดสินใจ

3.      ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลในระดับส่วนบุคคล, ระดับกลุ่มผู้ร่วมวิชาชีพ และระดับสมาชิกของระบบรักษาสุขภาพที่มีความซับซ้อน โดยมีความสามารถย่อย ดังนี้

3.1         สามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์จัดตารางเวลาสำหรับงานส่วนตัวและงานรักษาพยาบาล

3.2         สามารถจัดเก็บสารสนเทศส่วนตัวและทางคลินิกในหน่วยเก็บถาวร (archival) ได้อย่างมีระเบียบแบบแผน

3.3         มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรบนสายสำหรับการบัญญัติกฎหมาย, การรองรับทางการเมือง และการวางนโยบายการรักษาพยาบาลระดับท้องถิ่น

 

ตอนที่ 3   ยุทธวิธีปฏิบัติการ

ผู้อภิปรายชี้ให้เห็นทางเลือกที่โรงเรียนแพทย์ จะใช้ในการวางหลักสูตรการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น  กลุ่มยุทธิวิธีนี้ช่วยแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์การเรียนรู้ทางสารสนเทศที่รวมอยู่ที่ต่างๆ แทนที่จะแยกออกมาเป็นรายวิชาอิสระ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การศึกษาข้างต้น

ตารางที่ 1 แยกแยะให้เห็นประเด็นที่เกี่ยวกับหลักสูตร โดยเสนอแนวคิดดังนี้

·          ยุทธวิธีเริ่มต้นที่โรงเรียนแพทย์อาจใช้ในระยะเริ่มแรกของการบรรจุเวชสารสนเทศในหลักสูตรแพทยศาสตร์

·          ลักษณะที่ควรบรรลุถึงเป็นลักษณะที่ดีที่สุดแรกของการบรรจุเวชสารสนเทศในหลักสูตรแพทยศาสตร์ จากมุมมองของผู้อภิปราย

·          คำแนะนำทางยุทธวิธีเสอนภาพของขั้นตอนที่สามารถเปลี่ยนจากยุทธวิธีเริ่มต้นมาเป็นลักษณะที่ควรบรรลุถึง

ตารางที่ 2 ชี้ให้เห็นประเด็นที่เกี่ยวกับการสอนและแนวการปฏิบัติ ผู้อภิปรายทราบดีว่าแต่ละสถาบันมีหน้าที่คิดค้นลักษณะที่ควรบรรลุของตนเอง และการบรรลุลักษณะที่ควรนั้นใช้เวลาหลายปี

ตารางที่ 1

ประเด็น

ยุทธวิธีเริ่มต้น

การสอนในอุดมคติ

คำแนะนำทางยุทธวิธี

สอนเมื่อใด

หนึ่งครั้งในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์

ตลอดระยะเวลาเรียนหลักสูตรแพทย์

บรรจุเวชสารสนเทศเป็นเนื้อหาของหลักสูตรแพทย์ครั้งถัดไป

โครงสร้าง

แยกเป็นรายวิชาในสาขาเวชสารสนเทศ

ผสมผสานในทุกวิชาของหลักสูตรแพทย์

ทำงานร่วมกับจุดแข็งในสถาบัน และเน้นตรงจุดแข็งนั้น

ใครเป็นผู้สอน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสารสนเทศ

อาจารย์ทุกคน

สถาบันสนับสนุนและให้โอกาสแก่อาจารย์ที่มีศักยภาพมีส่วนร่วมในการสอนเวชสารสนเทส ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสารสนเทศ ควรหาโอกาสที่จะนำเนื้อหาเข้าร่วมในหลักสูตรแพทย์

ความครอบคลุมของวัตถุประสงค์การศึกษา

นักเรียนแพทย์ทุกคนวัตถุประสงค์บางอัน

นักเรียนทุกคน

วัตถุประสงค์ทุกอัน

ปรับวัตถุประสงค์ให้เหมาะกับสถาบัน

การวัดผล

การทดสอบมีความจำเพาะกับวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศ

การวัดผลอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินการศึกษาหลักสูตรแพทย์

ตั้งคำถามเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศในข้อสอบวิชาต่างๆ พัฒนาการสอบแบบ “open computer” (สอดคล้องกับ “open book”)

ลำดับการสอน

ไม่มีลำดับสอนทุกอย่างร่วมกัน

สอนแบบต่อยอดและเพิ่มความซับซ้อนของงานขึ้น

ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเหลือการร่วมมือและการทำงานระหว่างนักเรียนในโครงการต่างๆ

 


ตารางที่ 2

ประเด็น

ยุทธวิธีเริ่มต้น

การสอนในอุดมคติ

คำแนะนำทางยุทธวิธี

สอนที่ใด

ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์กลาง

จุดให้บริการ การรักษาพยาบาล

ห้องสมุดแพทย์เป็นแหล่งทรัพยากรใหญ่อันหนึ่ง การลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับนักเรียนแพทย์ สามารถนำทรัพยากรที่สำคัญไปสู่แพทย์นำประจำชุมชน

ความก้าวหน้า

ในการเรียนการสอน

ก้าวเท่ากันทุกคน นักเรียนทุกคนเรียนรู้หัวข้อเดียวกันพร้อมกัน

นักเรียนกำหนดก้าวในการเรียนของนักเรียนเรียน  เมื่อต้องการโดยได้รับสนับสนุนที่เหมาะสม

ชั้นปีทางคลินิกของหลักสูตรแพทย์รองรับการเยนโดยนักเรียนเป็นผู้กำหนดก้าวการเรียนรู้เอง และยังรองรับการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักด้วย

แนวการปฏิบัติ

ใช้โจทย์ปัญหาแบบปิด

การเรียนรู้แบบค้นหาใช้โจทย์ปัญหาแบบเปิด

ใช้นักเรียน (โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะคอมพิวเตอร์) ในบทบาทผู้สอนมีความจำเป็นในการให้ความสำคัญและยอมรับในการผลิตสื่อการเรียนการสอนใหม่  โดยอาจารย์ผู้สอน

 

ยุทธวิธีแนวปฏิบัติอื่นๆ เป็นผลสืบเนื่องจากที่ศูนย์การแพทย์ทั้งหลายได้ลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างกว้างขวาง เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาลและการบริหารจัดการ  การลงทุนนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีในรูปของเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ, เครือข่ายสื่อสาร หรือรูปแบบอื่นๆที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปในองค์กร สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เริ่มมาจากหลักสูตรแพทย์ ซึ่งจะเป็นการฉวยโอกาสในการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้น  ทั้งนี้รวมถึงการวางมาตรฐานในระดับสถาบันด้วย ข้อควรระวังประการหนึ่ง คือ การแยกแบบโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนพันธกิจทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว ระบบสารสนเทศทั้งหมดควรเชื่อมโยงและร่วมกันในการอำนวยประโยชน์ทางด้านต่างๆของสถาบัน เพื่อให้การบูรณาการนี้เกิดขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจทางการศึกษา ควรมีส่วนร่วมในการวางยุทธวิธีสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศของสถาบันร่วมกัน  คณบดีและผู้นำสถาบันควรมีส่วนทำให้การร่วมมือนี้สัมฤทธิ์ผล (โดยเฉพาะการให้ตัวแทนเหล่านี้เข้าประชุมเพื่อตัดสินใจในวาระสำคัญ) แนวการปฏิบัตินี้สอดคล้องอย่างดีกับโครงการระบบบริหารสารสนเทศขั้นสูงแบบบูรณาการ (Integrated Advanced Information Management System, IAIMS) ของหอสมุดแพทย์แห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (National Library of Medicine, NLM)

ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งของยุทธวิธีปฏิบัติในภาพรวม คือ การให้นักศึกษามีส่วนร่วม เนื่องจากนักศึกษาจำนวนมากมีความเข้าใจในเทคโนโลยีดี ดังนั้นนักศึกษาเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญและเป็นแรงผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น นักศึกษาที่มีประสบการณ์สูง สามารถเป็นผู้นำทางความคิดแก่เพื่อนร่วมงาน  เพื่อช่วยก่อร่างแนวปฏิบัติที่ตามมาภายหลัง  อีกทั้งเพื่อช่วยให้หลักสูตรที่เกิดขึ้นมีความสมบูรณ์  นักศึกษายังมีส่วนช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในงานการศึกษา การให้โอกาสแก่นักศึกษาเหล่านี้สามารถทำได้ในรูปแบบของการทำงานภาคฤดูร้อนหรือการฝึกทดลองงาน นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถมีบทบาทเป็นผู้สอน เนื้อหาของหลักสูตรแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การศึกษาเวชสารสนเทศแก่เพื่อนร่วมชั้นเรียนได้อีกด้วย


ภาคผนวก

 

ประเด็นการใช้คอมพิวเตอร์เป็น (computer literacy issues)

นักศึกษาต้องมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นบางประการ ก่อนที่จะสามารถเสริมสร้างความสามารถสารสนเทศขั้นสูงต่อไป. นักศึกษาจำนวนมากจะมีทักษะเหล่านี้ในระหว่างการศึกษาชั้นเตรียมแพทย์ การประเมินทักษะเหล่านี้ ควรจะเริ่มตั้งแต่เริ่มศึกษาแพทย์. ในขณะเดียวกันความด้อยทักษะควรจะถูกค้นพบในปีแรกของการศึกษา.

นักศึกษาที่เข้าเรียนแพทย์ ควรมีความรู้ความสามารถคอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ ดังนี้

1.        เปิดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้งาน

2.        บันทึกงานที่ทำให้เป็นเอกสารคอมพิวเตอร์

3.        พิมพ์เอกสาร

4.        ทำสำเนาเอกสาร เพื่อไปใช้อีกในเครื่องหนึ่ง

5.        ใช้โปรแกรมสร้างเอกสารที่ประกอบด้วยตารางและรูปภาพ

6.        ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในมรรยาทการสื่อสาร

7.        เข้าถึงและใช้เวิลด์วายเว็บ


..บดินทร์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้แปลและเรียบเรียง       

เวชสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

มหาวิทยาลัยมหิดล


22 ต.ค. 2545