โรคหู คอ จมูก และภูมิแพ้

  โรคหู
 
  
รูปที่ 1


  
รูปที่ 2

ช่วยด้วย..เลือดออกจากหู รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน (Assoc. Prof. PARAYA ASSANASEN)
 

ช่วยด้วย..เลือดออกจากหู

รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เลือดออกจากหู เป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย ส่วนใหญ่มักพบร่วมกับเลือดออกผิดปกติในอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

สาเหตุของเลือดออกจากหู  เกิดจาก
            1. สาเหตุเฉพาะที่  เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่
            การบาดเจ็บ (trauma) จากการแคะหู เขี่ยหู แกะเกาบริเวณหู การกระทบกระแทกบริเวณใบหู โครงสร้างรอบๆใบหู ช่องหูชั้นนอก เยื่อบุแก้วหู ศีรษะ (เช่น กระดูก Temporal หัก)  
            การบาดเจ็บของหูชั้นกลาง จากการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ (อาจมีเลือดออกในหูชั้นกลาง และมีเยื่อบุแก้วหูฉีกขาด)
            การบาดเจ็บของหูชั้นนอก ขณะมีการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศ (เช่น ใส่ที่อุดหู หรือมีขี้หูอุดตันจะทำให้เกิดความดันเป็นลบในช่องหูชั้นนอก เกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดในหูชั้นนอกได้)
            โรคติดเชื้อของช่องหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลางอักเสบ บางครั้งการอักเสบทำให้เกิดเนื้อเยื่อจากการอักเสบ (granulation tissue หรือ inflammatory aural polyp) ซึ่งมีสีแดง เนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงมาก, โรคติดเชื้อของเยื่อบุแก้วหู (เยื่อบุแก้วหูอักเสบ)
            สิ่งแปลกปลอมในช่องหู
            เนื้องอกของใบหู, ช่องหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลาง
            -  อาจมีพยาธิสภาพที่อวัยวะอื่น ๆ ทำให้เลือดออก แล้วเลือดอาจไหลเข้ามาในบริเวณหู หรือช่องหูทำให้เข้าใจผิดว่าเลือดออกจากหูได้

            2. สาเหตุเกิดจากโรคบางชนิดที่ทำให้กลไกในการห้ามเลือดผิดปกติ ได้แก่
            2.1) ความผิดปกติของเกร็ดเลือด (platelet disorder) สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือมีจำนวนเกร็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) ส่วนการที่เกร็ดเลือดทำหน้าที่ผิดปกติ (platelet dysfunction) นั้นพบได้น้อย สาเหตุของจำนวนเกร็ดเลือดต่ำ 
            - โรคเกร็ดเลือดต่ำโดยไม่มีสาเหตุ ( idiopathic thrombocytopenic purpura หรือ ITP)
            - โรคไขกระดูกฝ่อ (aplastic anemia)
            - โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
            - โรค Histiocytosis-X
            2.2) ความผิดปกติของหลอดเลือด ความผิดปกตินี้พบได้ไม่บ่อยนัก ได้แก่ โรค Henöch Schönlein purpura
             2.3) ความผิดปกติของปัจจัยการกลายเป็นลิ่มของเลือด ส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด และมักมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคฮีโมฟีเลีย

การวินิจฉัย
            1. แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เลือดออก (เช่น การบาดเจ็บต่อหูหรือศีรษะ) มีเลือดออกจากบริเวณส่วนอื่นของร่างกายหรือไม่มีประวัติเลือดออกง่ายแต่หยุดยากหรือไม่, ในอดีตหรือในครอบครัวผู้ป่วยมีการใช้ยาที่ทำให้กลไกในการห้ามเลือดผิดปกติไปหรือไม่, มีอาการทางหูอื่นหรือไม่ (เช่น ปวดหู มีหนองไหล มีหูอื้อ เสียงดังในหู เวียนศีรษะบ้านหมุนร่วมด้วยหรือไม่)
            2. แพทย์จะตรวจหูโดยละเอียด (เช่น ใบหู,โครงสร้างโดยรอบหู, ช่องหูชั้นนอก, เยื่อบุแก้วหู) อาจใช้เครื่องมือดูด (suction) ทำความสะอาดหูและช่องหู ว่ามีรอยถลอก ฉีดขาดของช่องหูชั้นนอกหรือเยื่อบุแก้วหูหรือไม่, และตรวจว่ามีจุดเลือดออก (petechiae) หรือรอยจ้ำเขียว (ecchymosis) ที่อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายหรือไม่, มีตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลืองโตหรือไม่, มีลักษณะของโรคตับแข็ง (เช่น ตาเหลือง ท้องโต น้ำในช่องท้อง เส้นเลือดบริเวณผนังหน้าท้องโป่งพองหรือไม่
            3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจการได้ยินว่ามีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วยหรือไม่, ตรวจหาว่ามีความผิดปกติของกลไกห้ามเลือดหรือไม่, การตรวจหาระดับฮีโมโกลบิน ฮีมาโตคริต:ว่าซีดหรือไม่, จำนวนและลักษณะของเม็ดเลือดขาว:มีมะเร็งของเม็ดเลือดขาวหรือไม่, จำนวนของเกล็ดเลือด:มีเกล็ดเลือดต่ำผิดปกติหรือไม่, หน้าที่ของเกล็ดเลือด:เกล็ดเลือดทำหน้าที่ผิดปกติหรือไม่, การแข็งตัวของเลือด:มีการแข็งตัวช้าและผิดปกติหรือไม่, การตรวจไขกระดูก:มีโรคเลือดที่ผิดปกติหรือไม่

การรักษา
            1. ห้ามเลือดให้หยุด ใช้ผ้าก๊อซกดบริเวณที่เลือดออกภายนอก เช่นใบหู (ถ้ามี) หรือทำการเย็บแผล ถ้าเลือดออกจากช่องหูชั้นนอกอาจใส่ผ้าก๊อซที่ทำเป็นเส้นชุบยาห้ามเลือด (เช่น adrenalin) เข้าไปในช่องหูชั้นนอกเพื่อห้ามเลือด ถ้าเกิดจากเนื้องอก หรือเนื้อเยื่อจากการอักเสบ (granulation tissue) อาจใช้ silver nitrate จี้ให้เลือดหยุดได้ นอกจากนั้นควรนอนพัก ยกศีรษะสูง นำน้ำแข็งหรือ cold pack มาประคบบริเวณหน้าผากหรือคอ อมน้ำแข็งเพื่อให้เลือดหยุด  การประคบหรืออมน้ำแข็งควรประคบหรืออมประมาณ 10 นาที แล้วจึงเอาออกประมาณ 10 นาที แล้วค่อยประคบหรืออมใหม่เป็นเวลา 10 นาที ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนบริเวณหู  การออกแรงมาก  การเล่นกีฬาที่หักโหม หรือยกของหนัก ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก  เพราะอาจทำให้มีเลือดออกจากหูได้ 
            2. รักษาตามสาเหตุ ที่ทำให้เลือดออกจากหูนั้น

          ดังนั้นเมื่อมีเลือดออกจากหู ควรปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อหาสาเหตุของเลือดออกจากหูให้แน่นอน.

 

 

 

 
พิมพ์
23/11/2553 15:35:31
 
ส่งต่อให้เพื่อน


ปิดหน้าต่าง