โรคสูติ-นรีเวชวิทยาและภาวะมีบุตรยาก

  นรีเวชวิทยา

  สุขภาพเพศหญิง
 
โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้ : ภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็น
 

โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้ :  ภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็น

อ.พญ.เจนจิต ฉายะจินดา
นางสาวปารีดา เปิ่นสูงเนิน
หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

         ภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็นเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของจำนวนแบคทีเรียในช่องคลอด  อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้ เนื่องจากน้ำอสุจิซึ่งมีความเป็นด่าง จะไปเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในช่องคลอดซึ่งปกติมักมีความเป็นกรดสูง โดยฝ่ายชายมักไม่มีความผิดปกติใดๆ

ภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็นเกิดจากสาเหตุใด
        
เนื่องจากความสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอดเปลี่ยนแปลงไป โดยปกติในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียหลายกลุ่ม  กลุ่มดีคือกลุ่มแลคโตแบซิลไล  ซึ่งสร้างสภาวะกรดในช่องคลอด เพื่อควบคุม ไม่ให้แบคทีเรียกลุ่มไม่ดีคือกลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจนเพิ่มจำนวนขึ้น  ภาวะใดก็ตามที่ทำให้แบคทีเรียกลุ่ม  ไม่ดีเพิ่มจำนวนขึ้น ก็จะทำให้มีภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น ได้แก่ การสวนล้างช่องคลอด รวมถึงการนอนแช่ในอ่างน้ำที่มีฟองสบู่มาก การใช้น้ำยาเฉพาะที่หรือสเปรย์ดับกลิ่นที่บริเวณอวัยวะเพศ ใช้ผงซักฟอกปริมาณมากที่เป้ากางเกงชั้นในแล้วล้างออกไม่หมด การสูบบุหรี่ เป็นต้น  นอกจากนี้ พบว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (เนื่องจากน้ำอสุจิเป็นด่าง) การมีเลือดประจำเดือน (มีอาการช่วงก่อนมีประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือนใหม่ๆ) หรือการใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมน ก็จะเพิ่มโอกาสการมีภาวะนี้ด้วย
      
ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่การมีเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้ และสามารถพบได้ในความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิง และการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก โดยเกิดจากน้ำลายไปทำลายความเป็นกรดในช่องคลอด

อาการและอาการแสดงของภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็น
            อาการที่เกิดขึ้นได้ มีดังนี้ ตกขาวปริมาณมากขึ้น สีนวลขุ่น มีกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะช่วงก่อนและช่วงหลังมีประจำเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่มีอาการแสบคันในช่องคลอด

การตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็น
            แพทย์จะทำการตรวจภายใน และนำตกขาวไปตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ทั้งแบบดูทันที และนำไปย้อมสีก่อนนำมาดู นอกจากนี้แพทย์จะทำการตรวจดูภาวะกรดด่างในช่องคลอดร่วมด้วย

การรักษาภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็น
            การรักษาทำได้ง่ายมาก โดยการให้ยารูปแบบรับประทานหรือยาทาทั้งสิ้น 7 วัน แต่โดยทั่วไปนิยมให้ยารับประทานมากกว่า เนื่องจากยามีความปลอดภัยสูงและสามารถใช้ได้ในสตรีตั้งครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมบุตร  อย่างไรก็ตาม ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอ หากท่านกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่ ข้อควรระวังสำหรับยาตัวนี้ คือ ควรงดดื่มสุราในระหว่างใช้ยา ตั้งแต่เริ่มไปจนถึงยาเม็ดสุดท้ายหมดไป 24 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
            ในกรณีที่ได้รับยาทา ควรหลีกเลี่ยงวิธีการคุมกำเนิดบางชนิด เช่น ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางลาเท็กซ์ แผ่นคุมกำเนิดในช่องคลอด เนื่องจากอาจทำให้ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดลดลง

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็น
         
- ควรหลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดและการใช้น้ำยาอนามัยล้างเฉพาะที่โดยไม่จำเป็นเพราะช่องคลอดมีความสมดุลในตัวอยู่แล้ว ทำความสะอาดแค่ภายนอกใช้น้ำสะอาดอย่างเดียวและซับให้แห้งก็เพียงพอ
         
- ควรใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดการเกิดภาวะนี้  เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาของน้ำอสุจิในช่องคลอดเนื่องจากเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็นได้

         
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแผ่นบางติดต่อกันทุกวัน เพราะอาจทำให้เกิดความอับชื้นและเป็น ที่สะสมของเชื้อโรคได้
         
- ถ้าพบว่ามีตกขาวผิดปกติ ควรรีบไปตรวจหาสาเหตุและรับการรักษา รวมถึงรับคำแนะนำต่างๆจากแพทย์และพยาบาล

หลังการรักษาต้องมารับการตรวจซ้ำหรือไม่
         
หากอาการดีขึ้นภายใน 3-4 วัน ไม่จำเป็นต้องมารับการตรวจซ้ำ ภาวะนี้สามารถเกิดได้บ่อย  จากกลไกการเกิดโรคตามธรรมชาติ เช่น ช่วงก่อนและหลังการมีประจำเดือน ท่านอาจสังเกตอาการเองก่อน หากหายไปได้เองใน 2-3 วัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมารับการรักษา
         
หากท่านมีอาการเกิดซ้ำซาก ท่านควรมารับคำปรึกษาจากแพทย์ ในปัจจุบัน มีการรักษาทางเลือก   หลายอย่าง เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนมากนัก เช่น การใช้ยาเม็ดที่มีแลคโตบาซิลัสใส่เข้าไปในช่องคลอด

จะต้องรักษาคู่นอนหรือไม่
         
ไม่จำเป็น ยกเว้นคู่นอนของท่านมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือปัสสาวะเป็นหนองหลังมีเพศสัมพันธ์

ภาวะนี้ทำให้มีบุตรยากหรือไม่
         
ในขณะนี้ ไม่มีหลักฐานดังกล่าว

หากเป็นภาวะนี้ในระหว่างการตั้งครรภ์จะเกิดอะไรขึ้น
         
พบว่าภาวะนี้มีผลต่อการตั้งครรภ์ โดยสัมพันธ์กับการแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักน้อยแรกเกิด จึงควรได้รับการรักษาทันทีเมื่อได้รับการวินิจฉัย

ภาวะนี้ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่
         
ในขณะนี้ ไม่มีหลักฐานดังกล่าว

หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการรับข้อมูลเพิ่มเติม
         
กรุณาติดต่อ หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี
(คลินิก 309) ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น3 โรงพยาบาลศิริราช  โทรศัพท์ 02-419-7377 , 02-419-4899 ในวันและเวลาราชการ E-mail address: siriraj.309@hotmail.com หรือ siriraj.309@gmail.com

 
พิมพ์
4/2/2557 8:43:46
 
ส่งต่อให้เพื่อน


ปิดหน้าต่าง