การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอย่างองค์รวมเป็นอย่างไร?

       โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมเป็นพื้นฐาน มีปัจจัยภายนอก ภายในร่างกายและปัจจัยทางด้านจิตใจของผู้ป่วยเป็นตัวกระตุ้นหรือส่งเสริมให้โรคกำเริบ ดังได้กล่าวมาแล้วว่าโรคสะเก็ดเงินไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลของเหตุและปัจจัยหลายๆอย่างมากระทบกันแล้วทำให้ปรากฎอาการของโรคให้เห็น อาการของโรคจึงมีได้หลายรูปแบบ ยาหรือวิธีการรักษาโรคนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขที่ต้นเหตุ คือความ ผิดปกติทางพันธุกรรมที่ผู้ป่วยแต่ละคนมีอยู่ได้ การรักษาที่มีอยู่จึงเป็นเพียงการควบคุมอาการของโรคและรอเวลาให้ปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ ผ่านพ้นไปหรือแพทย์และผู้ป่วยสามารถหาปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบพบแล้วหาทางกำจัดปัจจัยกระตุ้นเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น แพทย์ตรวจพบว่าโรคสะเก็ดเงินกำเริบเพราะมีการ
ติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ฟโตคอคคัสที่คอ แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อสเตร็ฟโตคอคคัสที่คอพร้อมๆไปกับการให้ยาทา
ควบคุมผื่นผิวหนังอักเสบของผู้ป่วยร่วมไปด้วย ผู้ป่วยก็จะหายจากอาการของโรคได้ เป็นที่น่าเสียใจที่ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมักจะหาปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบไม่พบหรือบางครั้งหาพบแต่ผู้ป่วยและแพทย์ไม่สามารถกำจัดปัจจัยที่เป็น ตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบไปได้อย่างถาวร ตัวอย่างเช่น ความเครียด ความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ ปัญหาทางด้าน
ครอบครัว อาชีพ การงานรวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวอื่นๆ การ
ควบคุมโรคสะเก็ดเงินให้ได้ดีจึงไม่ใช่การใช้ยาหรือพึ่งแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยและญาติต้องร่วมมือกับแพทย์สังเกตสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยแวดล้อมรอบตัวที่ทำให้โรคกำเริบ คือ ปัจจัยทางเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ทั้งภายนอกและภายในตัวผู้ป่วย รวมทั้งปัจจัยทางด้านจิตใจด้วย



หลักในการรักษาควบคุมโรคสะเก็ดเงินที่กำเริบ มีดังนี้
1. กำจัด หรือหลีกเลี่ยง ปัจจัยที่กระตุ้น หรือ สนับสนุนให้โรคกำเริบอาจจะเป็นปัจจัยที่อยู่แวดล้อมตัวผู้ป่วย หรืออยู่ในตัวผู้ป่วย
2. ควบคุมรักษา ผื่นหรือปื้นของโรคสะเก็ดเงินที่กำลังเห่อ ด้วยยาหรือแสงอัลตราไวโอเลตโดยเร็ว หรือใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกัน
3. ผู้ป่วยและญาต มีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก ในการดูแลรักษาผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงิน กล่าวคือการทำจิตใจให้สงบเย็นไม่เร่าร้อน ศึกษาหาความรู้เรื่องโรคที่เป็นอยู่ แพทย์ผู้ดูแลรักษามีหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้ยาที่ถูกต้องเหมาะสม หรือใช้แสงอัลตราไวโอเลตควบคุมโรค ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป ที่สำคัญแพทย์ควรให้ความรู้ความเข้าใจ เรื่องโรค วิธีการใช้ยาที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและญาติ ตลอดจนให้กำลังใจ และความเห็นอกเห็นใจ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติได้ทราบวิธีปฏิบัติตัว วิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง ทำให้ผลการรักษาบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่มุ่งหวังไว้ ผู้ป่วยและญาติควรทราบว่า แพทย์ไม่สามารถแก้ไข ความผิดปกติบางอย่างทางพันธุกรรมที่มีอยู่ในเซลล์ของผู้ป่วยได้ ดังนั้น การกำจัด หรือ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นหรือส่งเสริมให้โรคกำเริบจึงมีความสำคัญพอๆ กับการใช้ยาเพื่อควบคุมอาการผื่นผิวหนังอักเสบ เพราะถ้าสามารถกำจัดปัจจัยเหล่านี้ไปได้ ผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินก็มีแนวโน้มที่จะสงบลง การใช้ยาหรือแสงอัลตราไวโอเลต จะสามารถควบคุมอาการของโรคได้โดยง่าย ผู้ที่จะทราบว่าปัจจัยกระตุ้นให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินกำเริบดีที่สุด คือผู้ป่วยและญาติที่อยู่ใกล้ชิด ดังนั้นทุกครั้งที่ผื่นโรคสะเก็ดเงินกำเริบเป็นโอกาสดีที่สุดที่ผู้ป่วยและญาติจะได้สังเกตและถามตัวเองว่า ได้ทำกิจกรรมอะไรหรือสัมผัสกับอะไรก่อนหน้าที่ผื่นของโรคจะกำเริบ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อซ่อนเร้นที่อวัยวะใด ได้รับหรือสัมผัสสารเคมีอะไร โดยเฉพาะยา หรือผิวหนังได้รับบาดเจ็บจากสภาวะทางกายภาพอะไรบ้าง เช่นการเสียดสีแกะเกา ปัจจัยทางด้านจิตใจก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเกิดและการกำเริบของโรค ผู้ป่วยที่มีความเครียด เร่าร้อน หงุดหงิด โกรธง่าย ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินเป็นมากขึ้นและไม่สงบ ปัญหาต่างๆ ทางด้านจิตใจ ผู้ที่รู้ดีที่สุดคือ ผู้ป่วยและญาติผู้ใกล้ชิด ทั้งผู้ป่วยและญาติควรได้รับการฝึกฝนทางด้านจิตใจ เพื่อให้รู้จักวิธีพิชิตความเครียด และปล่อยวางปัญหาต่างๆลงบ้าง จะช่วยให้จิตใจของผู้ป่วยปลอดโปร่ง โล่ง สบาย เมื่อจิตใจสงบจะส่งผลไปยังร่างกายให้สงบเย็นลง ผื่นผิวหนังจะควบคุมด้วยยาได้ง่ายขึ้น ขอให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคสะเก็ดเงินทุกคนให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง สามารถเอาชนะใจตนเองพิชิตความเครียดและโรคที่เป็นอยู่ได้ทุกคน

แนวทางเลือกวิธีการรักษาผื่นโรคสะเก็ดเงิน
      ผื่นโรคสะเก็ดเงินมีหลายชนิด การเลือกใช้ยาชนิดใด อย่างไร หรือจะใช้แสงรักษาผื่นผิวหนังที่ผู้ป่วยเป็น ขึ้นกับลักษณะของผื่นและวิจารณญาณของแพทย์ผู้ให้การดูแลรักษา
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษามีดังนี้
  • ลักษณะผื่น
  • ตำแหน่งของผื่น
  • ความกว้างของผื่น
  • ยาหรือเครื่องมือที่แพทย์มีอยู่
  • ความสะดวกและการยอมรับของผู้ป่วยและญาติ
  • ความชำนาญของแพทย์ที่เป็นผู้ดูแล

ลักษณะผื่น
      ผื่นที่เป็นปื้นหนา ขนาดและจำนวนผื่น โดยรวมน้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด ควรเลือกใช้ยาทาเป็นหลัก ชนิดของยาทาที่เลือกใช้ขึ้นกับแพทย์ผู้ดูแลจะเห็นสมควร

ตำแหน่งของผื่น
      ตำแหน่งของผื่นเป็นปัจจัยกำหนดในการเลือกรูปแบบของยาที่จะใช้ทา ตัวอย่างเช่น
ผื่นบริเวณหน้า ข้อพับแขน ขา อวัยวะเพศ การเลือกยาทาจะใช้ครีมสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์ไม่แรงมากเพราะผิวหนังบริเวณนี้บอบบาง ยาจะซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรง ยาทาในรูปขี้ผึ้งเหนอะหนะ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในบริเวณ
ข้อพับ
      ผื่นที่ศีรษะหรือบริเวณผิวหนังที่มีขนมาก ยาทาที่เหมาะกับผิวหนังบริเวณนี้ในรูปโลชั่น Solution, Gel เพราะยากลุ่มนี้เป็นของเหลวซึมผ่านลงสู่หนังศีรษะได้ดี ยาในรูปขี้ผึ้งไม่เหมาะที่จะใช้บริเวณนี้
      ผื่นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งมีผิวหนังชั้นขี้ไคลหนามาก ควรเลือกยาที่มีฤทธิ์แรงหรือยาทาในรูปขี้ผึ้งหรือน้ำมัน เพราะขี้ผึ้งทำให้ผิวหนังอุ้มน้ำและนุ่ม ยาจะซึมผ่านลงสู่ผิวหนังส่วนที่อยู่ลึกได้ดี เทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีคือการแช่ผิวหนังที่มีสะเก็ดหรือขุยหนาในน้ำอุ่นนาน 5-10 นาที ผิวหนังจะอุ้มน้ำและนุ่มขึ้น เช็ดผิวหนังบริเวณนั้นพอหมาดๆแล้วจึงทายา จะช่วยให้ยาซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังส่วนลึกได้มากขึ้น เคล็ดลับอีกประการหนึ่งที่ช่วยให้ยาทาซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น คือการใช้พลาสติกคลุมบริเวณผื่นที่ทายาแล้วปิดเทปกระดาษโดยรอบขอบพลาสติก เพื่อกันไม่ให้พลาสติกหลุดน้ำจากภายในร่างกายไม่สามารถซึมออกสู่ภายนอกได้ บริเวณนั้นจะชุ่มน้ำและนุ่มทำให้ยาซึมเข้าผิวหนังได้มากเป็น 10 - 100 เท่าของผิวหนังปกติ
 

ความกว้างของผื่น
      ความกว้างของผื่นผิวหนัง บอกถึงความรุ่นแรงของโรคและ
เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษา ผู้ป่วยที่มีผื่นผิวหนังอักเสบจากโรคสะเก็ดเงินกว้างมากกว่า ร้อยละ20-25 ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมดจัดเป็นผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงผู้ป่วยกลุ่มนี้เหมาะที่จะใช้ยารับประทาน ยาฉีด หรือใช้แสงอัลตราไวโอเลตในการรักษาโรค ไม่เหมาะที่จะใช้ยาทาเพราะการใช้ยาทามักไม่ทั่วถึงและต้องใช้ยาทาเป็นจำนวนมากทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
 

ยาหรือเครื่องมือที่แพทย์มีอยู่
      สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลแต่ละแห่งมียาและเครืองมือทางการแพทย์ไม่เท่ากัน การเลือกวิธีการรักษาจึงขึ้นกับยาและเครื่องมือที่มีอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้นๆด้วย เนื่องจากยารับประทานบางชนิดมีราคาแพงและเป็นยาใหม่จึงมีอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ใหญ่ๆเท่านั้น แพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยจะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

ความสะดวกและการยอมรับของผู้ป่วยและญาติ
     ความสะดวกและการยอมรับวิธีการรักษาของผู้ป่วยและญาติ เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา เพราะมิเช่นนั้นผู้ป่วยและญาติจะไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาเท่าที่ควร ตัวอย่างเช่น การรักษาด้วยแสงแดดเทียมผู้ป่วยต้องมาโรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งถ้าผู้ป่วยบ้านอยู่ไกลไปมาไม่สะดวก หรือผู้ป่วยต้องไปทำกิจการงาน เรียนหนังสือเป็นต้น วิธีการรักษานี้ก็จะไม่เหมาะ บางครั้งผู้ป่วยและญาติกลัวการฉายแสงแดดเพราะเข้าใจว่าเป็นรังสี x-ray ถ้าแพทย์ผู้ดูแลไม่ให้คำแนะนำหรืออธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ การรักษาในระยะยาวก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเพราะผู้ป่วยไม่มารับการรักษาตามที่วางแผนการรักษาไว้

ความชำนาญของแพทย์ที่เป็นผู้ดูแล
      ความรู้ความสามารถของแพทย์ผู้ดูแลก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการรัษาผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละรายไม่ควรคิดไปเองหรือเปรียบเทียบว่าวิธีการรักษาโรคของตนทำไมไม่เหมือนกับผู้ป่วยรายอื่น ควรปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลรักษาและซักถามให้เข้าใจปัญหาโรคของตนเองและปฏิบัติตามที่ได้รับคำแนะนำ

การดูแลรักษาสะเก็ดเงินของหนังศีรษะมีหลักเกณฑ์ดังนี้
  • 1. กรณีที่ขุยบนหนังศีรษะไม่หนามาก แนะนำให้สระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดินร้อยละ 2-8 (Tar shampoo)
  • 2. กรณีที่สะเก็ดหรือขุยบนหนังศีรษะหนาควรทำให้สะเก็ดบนหนังศีรษะนุ่มลงก่อน วิธีทำให้สะเก็ดนุ่มให้ใช้นำมันมะกอก หรือขี้ผึ้งผสม 1-3%Salicylic acid นวดหนังศีรษะทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง หรือทิ้งไว้ข้ามคืน อาจสวมหรือครอบศีรษะด้วยผ้าหรือหมวกพลาสติกคลุมศีรษะทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งเช้าสระผมด้วยน้ำอุ่นและแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน นวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างน้ำออกใช้หวีซี่ถี่ๆค่อยๆขูดสะเก็ดบนหนังศีรษะออก ควรขูดเอาสะเก็ดบนศีรษะออกด้วยวิธีที่นุ่มนวลเพราะการขูดอย่าง
    รุนแรงจะทำให้เกิดผื่นสะเก็ดเงินขึ้นใหม่
  • 3. ทาหนังศีรษะด้วยสตีรอยด์ในรูป Lotion หรือ Solution
    วันละ 2 ครั้ง ยาจะซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าครีมหรือขี้ผึ้ง จะช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ
  • 4. การใช้วิตามินดี (Calcipotriol) ชนิด Solution นวดหนัง
    ศีรษะก็สามารถลดการอักเสบของหนังศีรษะได้
  • 5.เมื่อผื่นและสะเก็ดบนหนังศีรษะหายแล้วควรสระผมด้วยแชมพูยา สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมการกลับเป็นซ้ำ

การดูแลรักษาผื่นสะเก็ดเงินของเล็บ
      ความผิดปกติของเล็บในโรคสะเก็ดเงินพบได้บ่อย ความชุกของความผิดปกติที่เล็บพบตั้งแต่ร้อยละ 10- 55 เล็บมือเป็นมากกว่าเล็บเท้า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินของข้อพบมีความผิดปกติของเล็บสูงถึงร้อยละ 70 ความผิดปกติของเล็บมืออาจพบเพียงเล็บเดียวหรือเป็นหลายเล็บ น้อยรายที่จะมีความผิดปกติทั้ง 20 เล็บ ลักษณะความผิดปกติของเล็บมีตั้งแต่ เป็นรอยบุ๋ม วงสีแดงเรื่อๆที่เล็บ จุดเลือดออกใต้เล็บ เล็บร่อนจากพื้นเล็บ จนถึงเล็บขรุขระผิดรูป
      การดูแลรักษาเล็บที่ผิดปกติ ยังได้ผลไม่ดี ผู้ป่วยบางรายความผิดปกติของเล็บตอบสนองต่อยาทาสตีรอยด์ แต่ต้องทาเป็นเวลานานและควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะการทายา
สตีรอยด์ที่แรงเป็นเวลานานๆอาจทำให้เกิดผิวหนังบริเวณจมูกเล็บบางลง นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาทากลุ่มวิตามินดี (Calciprotriol ointment) ทาที่จมูกเล็บร่วมกับยาทาสตีรอยด์พบว่าได้ผลในผู้ป่วยบางราย เคล็ดลับในการทายาให้ได้ผลคือ ในรายที่มีขุยหรือสะเก็ดหนาใต้เล็บต้องทำให้สะเก็ดหลุด ยุ่ย เสียก่อนด้วย 30-40 % Urea หรือใช้ 10-20 % Salicylic acid ในรูปครีมหรือขี้ผึ้งทาทิ้งไว้ข้ามคืน ตัดหรือขูดสะเก็ดออกแล้วจึงทายาสตีรอยด์หรือ Calcipotriol ointment ผลการรักษาความผิดปกติของเล็บต้องใช้เวลานานเป็นเดือนๆ ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนในการทายา เมื่อได้พยายามรักษาจนเต็มที่แล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ควรยอมรับ อย่าเครียดเพราะจะไม่เกิดผลดีต่อโรคโดยรวม ปัจจุบันยังคงมีการศึกษาทดลองใช้ยาใหม่ๆในการรักษาความผิดปกติที่เล็บอยู่ หวังว่าจะมีความคืบหน้าไปในทางที่ดี ในระยะเวลาอันใกล้นี้

ยาทารักษาโรคสะเก็ดเงิน
      เมื่อเกิดผื่นแดงที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน อาการที่พบร่วมด้วยคือ แสบร้อนหรือคัน แพทย์มีหน้าที่เลือกใช้ยาหรือแสงอัลตราไวโอเลตเพื่อควบคุมผื่นผิวหนังอักเสบ ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมี 3 กลุ่ม คือ ยาทา ยารับประทาน และยาฉีดโดยมีหลักในการพิจารณาคือ ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้เลือกใช้ยาทาก่อน ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบเกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้ใช้ยารับประทาน หรือฉายแสงอัลตราไวโอเลต ยาทาที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

     1. ยาทาสตีรอยด์ เป็นยาที่ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบ่อยที่สุด ยาทาสตีรอยด์อาจอยู่ในรูปครีม ขี้ผึ้ง เจลหรือสารละลาย (Solution) การเลือกใช้ยาทาสตีรอยด์ชนิดใด ในรูปใดมีหลักพิจารณาดังนี้
      ผื่นหนา เป็นตามแขนขา มือหรือเท้าใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปขี้ผึ้ง
      ผื่นบางหรือเป็นบริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์อ่อนหรือแรงปานกลาง ควรเลือกยาทาสตีรอยด์รูปครีมไม่ควรใช้ในรูปขี้ผึ้งเพราะมีฤทธิ์แรงเกินไปและเหนียวเหนอะหนะ
      ผื่นที่ศีรษะหนาให้ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปครีมเหลวหรือครีมน้ำนม(Milky lotion) ถ้าผื่นที่ศีรษะมีลักษณะบางใช้ยาทาสตีรอยด์รูปน้ำ(Solution) จะซึมเข้าถึงหนังศีรษะได้ดียาทาสตีรอยด์รูปขี้ผึ้งไม่เหมาะกับหนังศีรษะเพราะเหนอะหนะ และทาให้ถึงหนังศีรษะได้ยากเพราะติดเส้นผม
      ข้อดีของยาทาสตีรอยด์ คือ ทำให้ผื่นยุบได้เร็ว ใช้ง่าย หาซื้อได้ทั่วๆ ป
      ข้อด้อยของยาทาสตีรอยด์ เมื่อใช้ทานานๆจะเกิดภาวะดื้อยา เมื่อผื่นยุบลงถ้าหยุดยาทันทีผื่นมักกลับเป็นใหม่ได้เร็วและรุนแรงขึ้น อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย การใช้ยาทาสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์แรงเป็นเวลานานๆ ยาจะถูกดูดซึมได้มาก และกดการทำงานของต่อมหมวกไต มีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเหมือนกับการรับประทานยาสตีรอยด์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบเป็นพื้นที่กว้าง หรือมีผื่นในบริเวณข้อพับ หน้าและบริเวณอวัยวะเพศ การใช้ยาสตีรอยด์จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาทาเองโดยไม่มีความรู้เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
      ยาสตีรอยด์ชนิดรับประทานและฉีดเป็นข้อห้ามใช้ในโรคสะเก็ดเงิน เพราะจะทำให้โรครุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองหรือโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดงทั่วตัว ยา
สตีรอยด์ชนิดรับประทานจะทำให้ผื่นดีขึ้นในระยะแรกที่เริ่มรับประทานเท่านั้นเมื่อรับประทานไปนานๆหรือหยุดยาเมื่อผื่นดีขึ้น โรคสะเก็ดเงินจะกำเริบกลับขึ้นมาใหม่และมักจะรุนแรงมากกว่าเดิม ผู้ป่วยและญาติจึงควรระมัดระวังไม่ไปซื้อยารับประทานเองเพราะยาแก้แพ้ชนิดรับประทานที่ร้านขายยาจัดให้หรือแม้แต่ยาหม้อ ยาลูกกลอนยาจีน ยาสมุนไพรต่างๆ ก็อาจมียาสตีรอยด์ผสมอยู่

      2.ยาทากลุ่มน้ำมันดิน (Crude coal tar or wood tars) เป็นสารเคมีพวก Hydrocarbon ที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน หรือต้นไม้ที่ตายทับถมกันมานาน สารเคมีเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินหายได้ กลไกการออกฤทธิ์ของยานี้ยังไม่ทราบแน่ ปัจจุบันน้ำมันดินที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลายรูปแบบและมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาดังนี้
      แชมพูผสมน้ำมันดิน (Tar shampoo) บางครั้งมีการผสม Salicylic acidในแชมพูที่มีน้ำมันดิน เพื่อช่วยลอกสะเก็ดหนาบนศีรษะ น้ำมันดินที่ผสมอยู่ในแชมพู ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินของหนังศีรษะและโรคขี้รังแคทั่วๆไปได้ด้วยน้ำมันดินผสมอยู่ใน Petrolatum ในความเข้มข้นร้อยละ 2-5 ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินที่หนาได้ผลดี โดยเฉพาะผื่นหนาที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า
      ข้อดีของยากลุ่มน้ำมันดิน คือเมื่อยาออกฤทธิ์ทำให้ผื่น หรือ ปื้น ผิวหนังอักเสบ สงบลง เมื่อผื่นผิวหนัง อักเสบสงบลงมักสงบไปได้ยาวนาน การกลับเป็นซ้ำใหม่เกิดได้แต่ช้ากว่าเมื่อใช้ยาทาสตีรอยด์
      ข้อด้อยของยากลุ่มน้ำมันดิน ยานี้ไม่มีบริษัทผลิตสำเร็จรูปขายในห้องตลาดเมืองไทย จะหาซื้อยานี้ได้จากโรงพยาบาลใหญ่ๆทั่วไป ยกเว้น แชมพูผสมน้ำมันดินที่มีผู้ผลิตออกขายในท้องตลาดหลายบริษัท ครีมที่ผสมน้ำมันดิน มีสีและกลิ่นไม่น่าใช้ ผู้ป่วยบางรายทนกลิ่นยาไม่ได้ ข้อด้อยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ยาออกฤทธิ์ช้าไม่ทันใจผู้ป่วยและญาติ ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาทากลุ่มนี้จึงต้องให้เวลานานเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะเห็นผลของยา ตำแหน่งที่ไม่ควรใช้ยากลุ่มน้ำมันดินคือ บริเวณหน้า และอวัยวะเพศ เพราะผิวหนังบริเวณนี้บาง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

      3.ยากลุ่มแอนทราลินหรือดิทรานอล (Anthralin or Dithranol)
แอนทราลิน เป็นสารเคมีกลุ่ม Hydroxyanthrones สกัดจากผลไม้ประเภทถั่ว (Legume) ที่เรียกว่า Vouacopoura araroba พบในทวีปอเมริกาใต้และเอเชียใต้ สารสกัดจากพืชชนิดนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา ต่อมาพบว่ามีฤทธิ์รักษาโรคสะเก็ดเงิน สารในกลุ่มนี้ชนิดแรกที่นำมารักษาโรคสะเก็ดเงินคือ Chrysarobin ต่อมาบริษัท Bayer ในประเทศเยอรมันได้สังเคราะห์สารชนิดหนึ่งที่มีสารโครงสร้างคล้าย Chrysarobin เรียกว่า Cignolin มีฤทธิ์ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ผลดี ประเทศแถบยุโรป เรียก Cignolin ว่า Dithranol ประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า Anthralin
      กลไกการออกฤทธิ์
      กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจน ยามีฤทธิ์กดการสร้าง mitochondrial DNA ลดการหมุนเวียนของเซลล์ จึงมีฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดการอักเสบโดยห้ามการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว(Neutrophil,Monocyte) ยานี้จึงใช้ได้ผลดีในผื่นของโรคสะเก็ดเงิน ยาแอนทราลิน มีใช้กันอยู่ในรูปขี้ผึ้ง ครีมหรือ zinc paste ความ เข้มข้นร้อยละ 0.05-4 เนื่องจากยานี้ระคายผิวหนังมากไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ที่บริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ การทายาต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกผิวหนังปกติ นอกจากนี้ยายังเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนและล้างออกยาก ปัจจุบันมีบริษัทได้ผลิตยาแอนทราลินละลายในครีมไขมันที่เป็นของแข็งในอุณหภูมิห้องเมื่อทาลงบนผิวหนังครีมนี้จะปล่อยยาแอนทราลินออกสู่ผิวหนัง ครีมชนิดนี้สามารถล้างน้ำออกได้ง่าย เทคนิคการทายาแอนทราลินให้เกิดผลข้างเคียงน้อย คือ ใช้ยาในรูปที่ละลายน้ำ (Water soluble vehicle) ทาบนผื่นสะเก็ดเงินทิ้งไว้นาน 10-30 นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่พบอาการระคายเคืองก็ค่อยๆเพิ่มเวลาทายาครีมแอนทราลินให้นานออก เทคนิคนี้ช่วยลดผลข้างเคียงของยาแอนทราลินได้ ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทนำเข้ายาครีมแอนทราลินมาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ผลการรักษาด้วยยานี้ใช้เวลานานกว่ายาสตีรอยด์ ราคายาสูง แต่ยานี้ใช้ได้ผลดีกับปื้นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินที่หนาๆ
       ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาแอนทราลิน มีดังนี้
      ผื่นโรคสะเก็ดเงินที่เป็นปื้นหนา (Stable chronic plaque type of psoriasis) ปื้นหนาของโรคสะเก็ดเงินที่ศีรษะ
      การใช้ยาครีมแอนทราลินควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลที่มีความรู้เรื่องยา
       ข้อควรระวังในการใช้ยาทาแอนทราลิน
      ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินที่แดงและมีน้ำเหลืองเพราะยามีฤทธิ์ระคายเคืองอาจทำให้โรคกำเริบกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองกระจายทั่วตัว
ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ขาหนีบ อวัยวะเพศ เพราะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย
ไม่ใช้กับผู้ที่มีประวัติแพ้ยาแอนทราลิน

     4. Salicylic acid เป็นกรดผสมอยู่ในครีมหรือขี้ผึ้งมีฤทธิ์ช่วยลอกสะเก็ด ขุย บนผื่นสะเก็ดเงิน ความเข้มข้นที่มีใช้อยู่ในรูปครีมSalicylic 2-5%หรือขี้ผึ้ง 5-10% ใช้ทาผื่นสะเก็ดเงินที่หนาๆ จะช่วยลดขุยและลอกสะเก็ดบนผื่นของโรคสะเก็ดเงินช่วยให้ยาทาชนิดอื่นซึมผ่านเข้าผิวหนังได้ดี ยานี้เหมาะที่จะใช้ในบริเวณศีรษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ที่ผื่นหนามาก ไม่ควรใช้บริเวณข้อพับและในเด็ก เพราะกรด Salicylic อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจนเกิดพิษ

      5. ยาทากลุ่มอนุพันธุ์ของวิตามิน ดี3 (Calcipotriol) เป็นสารในกลุ่มวิตามิน D3 ออกฤทธิ์เหมือน ๆ กัน Calcipotriol มีทั้งในรูปครีม ขี้ผึ้ง หรือ Solution เป็นสารที่ไม่มีสีหรือกลิ่นเหม็น จึงแก้ปัญหาของ ยากลุ่มน้ำมันดินและแอนทราลินไปได้
      กลไกการออกฤทธิ์
      สารในกลุ่มวิตามิน D3, Calcipotriol ออกฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังและทำให้เซลล์ผิวหนังเจริญสมบูรณ์ (Terminal differentiation) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยลดการสร้างสารสื่อกลาง(Chemical mediator)
      ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาทา Calcipotriol มีดังนี้
      ใช้ทาผื่นของโรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาโดยทาวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรใช้ยานี้ในรูปขี้ผึ้งที่บริเวณใบหน้า ข้อพับ เพราะเหนอะหนะ และระคายเคืองผิวหนังง่าย ควรเลือกใช้ยา Calcipotriolในรูปครีมจะช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าวได้ ผลการรักษาที่ชัดเจนใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ แพทย์จึงควรต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนใช้ จำนวนยาที่ใช้ไม่ควรเกิน 100 กรัม/สัปดาห์
ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินของหนังศีรษะ มีการศึกษาทดลองใช้ Calcipotriol solution รักษาโรคสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะพบว่าได้ผลในบางราย รายที่ผื่นบนศีรษะมีสะเก็ดหนามากควรต้องลอกสะเก็ดออกก่อนโดยการหมักหนังศีรษะด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้กรด Salicylic รูปครีม หรือขี้ผึ้งทาลอกสะเก็ดที่หนังศีรษะก่อนทา Calcipotriol
       ข้อควรระวังในการใช้ยา Calcipotriol
      ข้อควรระวังคือยานี้ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังปกติที่อยู่รอบๆ ผื่น หรือทำให้ผื่นแดงขึ้นได้ จึงควรแนะนำผู้ป่วยให้หยุด ลดจำนวนครั้งที่ทายา หรือทายาให้บางลง เมื่อเกิดอาการแดงขึ้นภายหลังจากที่ทายา เมื่อลดจำนวนครั้งที่ทาหรือลดจำนวนยาทาที่ใช้แล้วยังมีอาการแดง แสบ ระคายเคืองที่ผื่นก็ควรเปลี่ยนไปใช้ยาทาชนิดอื่น ปัญหาสำคัญของยา Calcipotriol อีกอย่างหนึ่งคือราคายาค่อนข้างสูง

       6.ยาทากลุ่มเรตินอล เป็นที่ทราบกันดีว่าวิตามินเอ มี
      บทบาทในการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังจึงมีการศึกษาทดลองและนำวิตามินเอตามธรรมชาติมาใช้รักษาโรคผิวหนังที่มีสะเก็ดหนา พบว่าผลข้างเคียงของยาในรูปรับประทานสูง ต่อมาจึงมีการสังเคราะห์ยากลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอขึ้นมีทั้งในรูปรับประทานและทาเฉพาะที่ ได้มีการนำยากลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ มาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิดเช่น สิว ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา รวมทั้งโรคสะเก็ดเงินด้วย ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol) เริ่มมีการศึกษาและนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินบ้างแล้ว ผลการรักษายังอยู่ในระยะศึกษาทดลอง และยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยจึงจะไม่กล่าวถึงในรายละเอียดในที่นี้ ยานี้มีชื่อว่า Tazarotene สำหรับยาอนุพันธุ์วิตามินเอในรูปรับประทานมีการนำมาใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมานานจะได้กล่าวถึงต่อไปในหัวข้อยารับประทาน

      7.ยาทาให้ผิวชุ่มชื้น (Emollients)
      ผื่นผิวหนังอักเสบของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะไวต่อปัจจัยกระตุ้นภายนอกมากเปรียบเหมือนกับคนที่กำลังโกรธถ้ามีอะไรมากระทบจะเกิดอาการอาละวาดฟาดหางกับผู้ที่อยู่ใกล้เคียง ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นของโรคกำลังอักเสบแดง นอกจากการใช้ยาทารักษาอาการอักเสบของผิวหนังแล้ว ควรทายาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังบ่อยๆด้วยเพื่อเป็นการช่วยลดอาการระคายเคือง และลดการอักเสบของผื่นผิวหนังลงไปได้อีกทางหนึ่ง

ยารับประทาน

ยารับประทาน ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน มี 4 กลุ่ม
1. เมโธเทร๊กเซท (Methotrexate)
2. กรดวิตามินเอ ได้แก่ Etretinate, Acitretin
3. ไซโคสปอริน (Cyclosporin)


ยารับประทาน Methotrexate (MTX)
      เป็นยาต้านการเมตาบอไลต์ของเซลล์ ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ Dihydrofolate reductase ที่ใช้ในการสร้าง DNA ของเซลล์เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวช้าลง ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินยุบลง ยายังกดการทำงานของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ไขกระดูก ยามีทั้งรูปรับประทานและฉีด เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะกระจายไปที่เซลล์ตับและไต จึงมีผลต่อเซลล์ตับและไต
       ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาMTX
      ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยารับประทาน MTX คือ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีลักษณะดังนี้
1. ผื่นเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของผื่นที่ผิวหนังหรือเป็น
รุนแรง
2. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นผิวหนังอักเสบ ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือผื่นของโรคเป็นในตำแหน่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถออกสังคมได้ หรือผื่นของโรคสะเก็ดเงินทำให้ผู้ป่วยมีความพิการไม่สามารถทำงานได้ เช่นเป็นมากที่มือ เท้า หรือทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก
3. ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่ควรได้รับยา MTX คือ ผื่นแดงลอกทั้งตัว (Erythroderma), ตุ่มหนองทั้งตัว (Acute pustular psoriasis of Von Zumbusch) ตุ่มหนองเฉพาะที่ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้ป่วย
ข้อห้ามในการใช้ยา MTX
  1. หญิงตั้งครรภ์
  2. ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไตที่การทำงานของอวัยวะทั้ง 2 เสื่อมลง
  3. ผู้ป่วยที่ซีด เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ
  4. ผู้ป่วยโรคกระเพาะที่รุนแรงหรือเป็นๆ หายๆ
  5. โรคตับแข็ง
  6. ผู้ป่วยที่ดื่มเหล้ามาก
  7. ผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่ได้รับยา MTX ต้องไม่มีบุตรใน ระหว่างที่รับประทานยาหรืออย่างน้อยต้องหลังจากหยุดยา MTX 12 สัปดาห์
  8. ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อระยะรุนแรง เช่น วัณโรค กรวยไตอักเสบ
  9. ผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหรืออ่อนด้อยทาง
    ปัญญา

การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ควรทำก่อนได้รับ MTX
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินทุกรายที่จะได้รับ MTX ควรได้รับการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และควรตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้
1. ตรวจเลือดดูความเข้มของเม็ดเลือดแดง จำนวนเม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด
2. ตรวจดูหน้าที่ของไต โดยการตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดดูระดับ Creatinine, Uric acid
3. เจาะเลือดดูหน้าที่ของตับ เช่น Serum bilirubin, SGOT, SGPT และ Alkaline phosphatase
4. ถ่ายภาพรังสีทรวงอก
5. การเจาะตับเพื่อตรวจดูพยาธิสภาพอาจต้องทำในผู้ป่วยบางรายหรือในผู้ป่วยที่ได้รับยา MTX 1.5-2 กรัม ไปแล้ว

ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับ MTX ควรได้รับคำชี้แจงและอธิบายอยู่เสมอๆ ดังนี้
1. ผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ควรต้องคุมกำเนิด เมื่อหยุดยา MTX ควรเว้นช่วงอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ก่อนจะเลิกคุมกำเนิดและสามารถมีบุตรได้
2. อย่ารับประทานยาอื่นๆเพิ่มเติมโดยไม่แจ้งกับแพทย์ผู้ดูแลตรวจเพราะยาที่ได้รับประทานใหม่อาจมีปฏิกิริยากับยา MTX และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
3. งดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์) เพราะยา MTX และแอลกอฮอล์ จะทำลายตับของผู้ป่วยทำให้เกิดตับอักเสบ
4. ให้รับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
5. รับประทาน MTX สัปดาห์ละครั้ง หรือ 3 มื้อ ไม่ใช่รับประทานทุกวันติดต่อกัน
6. ให้ติดต่อกับแพทย์ผู้ดูแลทันทีกรณีที่สงสัยว่าจะรับประทานยาเกินขนาด
7. ถ้ามีอาการ เจ็บคอ เป็นไข้ ไอ หรือหายใจไม่ออกให้ไปพบแพทย์และแจ้งให้ทราบว่ารับประทานยา MTX อยู่
8. รายงานแพทย์ผู้ดูแลและแพทย์คนอื่นๆ ที่รักษาว่ากำลัง รับประทาน MTX อยู่ เมื่อสงสัยว่าเกิดผลข้างเคียงของยา
9. หยุดรับประทานยา MTX เมื่อมีอาการที่สงสัยจะเป็นโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปอดอักเสบ
10.อย่านำ MTX ของท่านไปให้ผู้ป่วยอื่นรับประทาน
หลังจากผู้ป่วยได้ MTX ต้องติดตามตรวจเลือดทุกสัปดาห์ 1-4 สัปดาห์ ตรวจหน้าที่ของตับและไตทุก 1-4 เดือน ถ่ายภาพรังสีทรวงอกปีละ 1 ครั้ง

ผลข้างเคียงของยา MTX
1. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการคลื่นไส้ ไม่สบายในช่องปาก
2. ผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ ไขกระดูกไม่ทำงาน ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและ/หรือเกร็ดเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อง่าย อาจถึงเสียชีวิต ผลข้างเคียงทางด้านโลหิตวิทยา พบบ่อยในสัปดาห์แรก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
3. ตับอักเสบจากยาหรือตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อ้วน เป็นเบาหวานหรือผู้ป่วยที่ดื่มเหล้า
ผลการรักษาด้วยยา MTX ผื่นผิวหนังอักเสบในโรคสะเก็ดเงินตอบสนองต่อยา MTX ไม่เหมือนกัน ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดปื้นหนาที่ดื้อต่อยาทา เมื่อให้ยารับประทาน MTX ร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยผื่นยุบลง ร้อยละ 50 จึงอาจต้องใช้ยาทากลุ่มสตีรอยด์ น้ำมันดินหรือ Calcipotriol ร่วมด้วยเพื่อควบคุมอาการทางผิวหนังได้ดีขึ้น MTX สามารถควบคุมโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองทั่วตัวได้ถึงร้อยละ 79 ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีอาการปวดข้อ ยาMTX ควบคุมอาการของโรคได้ประมาณ 1/3 - 1/2 ของผู้ป่วย เมื่อควบคุมอาการของโรคได้แล้วผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาต่อไปอีกระยะหนึ่ง แพทย์ผู้ดูแลจะลดขนาดยาลงให้เหลือน้อยที่สุดที่ยังสามารถควบคุมอาการของโรคได้ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา


ยารับประทานกลุ่ม เรตินอยด์ (Retinoids)
ยากลุ่มเรตินอยด์ คืออะไร?
      วิตามิน เอ เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก จึงมีผู้นำวิตามิน เอ มารักษาโรคสะเก็ดเงิน พบว่าไม่ได้ผล ต่อมามีการค้นพบกรดของวิตามิน เอ (Retinoids) พบว่ามีฤทธิ์ในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินได้ดี ปัจจุบันสารกลุ่มนี้เรียกว่า Retinoids ซึ่งรวมถึงวิตามิน เอ ด้วย ยารับประทานกลุ่ม Retinoids ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมี 3 ชนิด คือ Etretinate, Acitretin และ Isotretinoin ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้ Acitretin แทน Etretinate เพราะยา Acitretin มีช่วงครึ่งชีวิตสั้นกว่า Etretinate มาก ทำให้หลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดกับเด็กในครรภ์ กรณีที่ผู้ป่วยตั้งครรภ์หลังจากหยุดยา
ผู้ป่วยรายใดควรได้รับยา Acitretin หรือ Etretinate?
การพิจารณาให้ Acitretin แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา Acitretin
1. เป็นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง
2. ผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินไม่ตอบสนองต่อยาทา
3. ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวหนัง
ไม่สามารถใช้ยาทาได้ทั่วถึง
4. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมาก หรือดื้อต่อยาทาและไม่
สามารถมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต บี หรือรับประทานยาPsoralen ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ (PUVA = Psoralen + UVA) ได้ เพราะการฉายแสงอัลตราไวโอเลตต้องมารับการฉายแสงที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายวัน ผู้ป่วยที่ต้องเรียนหนังสือหรือทำงานจะมีปัญหาเรื่องการลางานหรือหยุดเรียนเพื่อมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตที่โรงพยาบาล
5. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีตุ่มหนองกระจายทั่วตัว
6. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นผื่นแดงลอกทั่วตัว

ขนาดของยาที่ใช้
      ขนาดยาที่ใช้คิดตามน้ำหนักตัว 0.25-0.6 มก./กก./วัน

ผลการรักษาด้วยAcitretin เป็นอย่างไร?
     ผลการรักษาด้วย Acitretin ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินแต่ละรายจะแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของผื่นที่ผู้ป่วยเป็น ยา Acitretin สามารถควบคุมผื่นโรคสะเก็ดเงินที่เป็นตุ่มหนองทั่วตัวและผื่นหนาตามฝ่ามือฝ่าเท้า ได้ดี แต่ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่เป็นปื้นหนา (Plaque type psoriasis) จะตอบสนองต่อยา Acitretin ได้ไม่ดี

ข้อควรระวังในการใช้ยา Acitretin
      ผลข้างเคียงของยาที่พบเสมอคือริมฝีปากแห้ง แตก ผิวแห้ง คัน ผมร่วงทั่วศีรษะ ผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในพบได้น้อย เช่น ตับอักเสบ กระดูกพรุน การเปลี่ยนแปลงของระดับ Triglyceride, Cholesterol ในเลือด
ในสตรีที่รับประทานยา Acitretin ต้องคุมกำเนิดในระหว่างที่รับประทานยาและต้องคุมกำเนิดต่อเนื่องไปอีกนาน 2 ปี หลังหยุดยาเพราะยานี้สะสมอยู่ที่ไขมันในร่างกาย สามารถทำให้เด็กในครรภ์พิการได้


ยา Cyclosporin ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
      มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงว่าผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในส่วนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes จึงได้มีการศึกษาทดลองใช้ยากดระบบภูมิคุ้มกันมารักษาโรคสะเก็ดเงินและพบว่า Cyclosporin ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ได้จากเชื้อรา ทำให้โรคสะเก็ดเงินดีขึ้นได้
กลไกการออกฤทธิ์
      ยา Cyclosporin ออกฤทธิ์กดการทำงานของ T lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง และกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวเพิ่มจำนวน ยานี้จึงทำให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบและหนาตัวในโรคสะเก็ดเงินดีขึ้น

ข้อบ่งชี้ในการใช้ Cyclosporin รักษาโรคสะ เก็ดเงิน
      ใช้ในรายที่ผื่นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากไม่ตอบสนองต่อการรักษาปกติ เช่น ยาทา แสงอัลตราไวโอเลตบี Psoralen ร่วมกับแสงอัลตราไวโอเลตเอ เมโธเทร็กเซท

ขนาดที่ใช้
      ขนาดของยา Cyclosorin A เริ่มที่ 3 มก./ กก./ วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ถ้ายังไม่สามารถควบคุมอาการได้ให้พิจารณาเพิ่มขนาดยาทุก 2 สัปดาห์จนถึงขนาด 5 มก./ กก. / วัน เป้าหมายในการใช้ยาไม่ได้อยู่ที่ผื่นหายหมด เมื่อสามารถคุมอาการผื่นได้เป็นส่วนใหญ่ก็ให้ยาต่อไปในขนาดควบคุม 3 มก. / กก. / วัน ไม่ควรใช้ยา Cyclosporin นานกว่า 1 ปี เพราะผลข้างเคียงของยาสัมพันธ์กับขนาด และระยะเวลาที่ใช้ยา โดยเฉพาะพิษต่อไต ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง
ข้อห้ามในการใช้ยา Cyclosporin ได้แก่
      ผู้ป่วยที่มีไตพิการ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ประวัติเป็นโรคมะเร็งมาก่อน หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ป่วยที่กำลังมีการติดเชื้อโรคอยู่ ผู้มีความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา Cyclosporin มาก่อน

ยากดระบบภูมิคุ้มชนิดอื่นๆ (Other immunosuppressive agents)
      ความรู้เรื่องยากลุ่มนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ เช่น เปลี่ยนไต หัวใจ ตับ และ ปอด ผู้ป่วยที่เปลี่ยนอวัยวะต้องใช้
ยากดภูมิคุ้มกันตนเองไม่ให้ไปทำลายอวัยวะที่เปลี่ยนใหม่ ยากลุ่มนี้รุ่นแรกๆ คือ Cyclosporin มีฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T-cell ลิมโฟซัยต์ เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม       เมื่อยากลุ่มนี้กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวทำให้อวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายอยู่ได้นานเพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ทำลายอวัยวะที่ได้รับใหม่ ปัจจุบันความรู้เรื่องพยาธิกำเนิดของผื่นโรคสะเก็ดเงินพบหลักฐานว่าเกิดจากการทำงานระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ผิดปกติ T-cell ลิมโฟซัยต์จะเคลื่อนเข้ามาที่หนังแท้และหนังกำพร้าทำให้เกิดการอักเสบและทำให้หนังกำพร้าแบ่งตัวเพิ่มมากผิดปกติ หลอดเลือดแดงในหนังแท้ขยายตัวเกิดผื่นแดง T-cell ลิมโฟซัยต์เข้ามาอยู่รอบหลอดเลือด หลั่งสารเคมีหลายชนิดทำให้เกิดการอักเสบในชั้นหนังแท้ จากความรู้นี้จึงมีการนำยากดระบบภูมิคุ้มกัน มารักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง พบว่าได้ผลดี ยากลุ่มนี้มีทั้งชนิด รับประทาน ฉีด และทา ปัจจุบันมียากดภูมิคุ้มกันที่ยังอยู่ในระยะศึกษาทดลองหลายชนิดจึงไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียด จะให้เฉพาะชื่อยาไว้เพื่อผู้สนใจไปค้นคว้าเพิ่มเติม
1. Cyclosporin
2. Mycophenolate mofetil
3. Tacrolimus
4. Ascomycin
5. Sirolimus
6. Monoclonal antibodies ชนิดต่างๆ
7. Cytokines
8. Fusion proteins
9. Anti-metabolite